วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

 

 

 

 

 

 

 

 
Posted by Picasa
 
 
Posted by Picasa

Hello

I am here on earth

สวัสดีครับ

หายไปแบบนานมาก เพราะ Internet ไม่อำนวย เข้ามาก่อนละกัน ไว้โหลดได้เร็วดีดี จะเข้ามาอัพเดตต่อไปครับ รอสักครู่

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

สมโภชพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง - 10 มกราคม 2010

ในประเทศไนจีเรีย การล้างบาปเด็กเล็กนั้น จะต้องแน่ใจว่า เด็กสามารถกินสิ่งหนึ่งได้ นั่นก็คือ “ข้าว” ด้วยเหตุนี้ ชุดในวันรับศีลล้างบาปนั้น ก็คือ การแต่งตัวด้วยข้าว ดังนั้น หากพูดถึงการล้างบาปสำหรับคนในประเทศไนจีเรียก็ต้องคิดถึงข้าวอย่างไม่ต้องสงสัย และบางครั้ง เมื่อพระสงฆ์พูดถึงเรื่อง จารีตการรับศีลล้างบาป พวกเขาก็มักจะคิดถึงเรื่อง ข้าวของศีลล้างบาป การเกี่ยวพันกันในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องบังเอิญ

ศีลล้างบาปสำหรับเรามีความหมายอย่างไร? ความหมายของศีลล้างบาปนั้น เปรียบได้กับคำว่า “ข้าว” ในภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้ 1.R หมายถึง Rebirth. การเกิดใหม่ ในศีลล้างบาปเราเกิดใหม่ด้วยน้ำและพระจิตเจ้า เราได้รับการชำระล้างจากบาปกำเนิดและกลายเป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้าในหนทางพิเศษ อักษรตัวถัดมา 2. I หมายถึง Initiation การริเริ่ม . โดยศีลล้างบาป เราได้เริ่มต้นการเป็นสมาชิกที่สมบูรณ์ของพระศาสนจักร 3. C หมายถึง Consecration.การอุทิศตน โดยศีลล้างบาป เราอุทิศตนเองเพื่อแสวงหาและประกาศข่าวดี เรื่อง พระอาณาจักรของพระเจ้า เราอุทิศตนเองให้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและรับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตทั้งหมดของเราเอง และสุดท้ายตัว 4. E หมายถึง Empowerment. การมอบอำนาจ ในศีลล้างบาป พระจิตเจ้าเข้ามาสู่ชีวิตของเราและเป็นกำลังให้เรา ทำให้คุณธรรมจริยธรรมในตัวเราเข้มแข็งขึ้น และปฏิเสธต่อความชั่วร้ายและดำเนินชีวิตในฐานะลูกๆ ของพระเจ้าที่เราเป็น

ทั้ง 4 คำนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนที่สำคัญคือ ส่วนแรก ที่เราได้รับจากพระเจ้า ส่วนที่สอง ส่วนที่เราต้องนำไปปฏิบัติในชีวิตของเรา และนี่คือสิ่งที่เราควรเข้าใจว่า ทำไมพระเยซูจึงจำเป็นต้องรับพิธีล้าง นั่นคือสิ่งที่เราทำความเข้าใจกับคำว่า “ข้าว” Rice มาแล้วนั่นเอง
เมื่อมองดูการล้างของพระเยซูเจ้าโดยท่านยอห์นในวันนี้ เราพบว่า พระเยซูไม่จำเป็นต้อง “เกิดใหม่”Rebirth เพราะพระองค์เป็นพระบุตรพระเจ้า พระองค์เป็นนิรันดร พระองค์ไม่มีบาปกำเนิดที่จะต้องล้าง แล้วพระเยซูต้องการการริเริ่ม Initiation หรือไม่?? ถูกต้อง ในฐานะที่พระองค์เป็นมนุษย์ พระเยซูต้องการการริเริ่มและเปิดเผยพระองค์เองกับมนุษย์ทุกคน เพื่อบอกกับทุกคนว่า พระอาณาจักรของพระเจ้าได้มาถึงพี่น้องทั้งหลายแล้ว สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครไม่ได้รับการสนใจจากพระเจ้า
ดังนั้น วันนี้เอง เราจึงต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับบุตรของพระเจ้า เราต้องการชุมชนแห่งความเชื่อเช่นเดียวกับพระเยซูได้กระทำ หมายความว่า เราต้องการวัด เราต้องการพระศาสนจักร พระจิตเจ้าที่เป็นพละกำลังสำหรับเรา พระจิตที่ลงมาเหนือพระเยซูเจ้าทำให้พระองค์เข้มแข็งและเป็นพละกำลังให้กับพระองค์ “God anointed Jesus of Nazareth with the Holy Spirit and with power; [and] he went about doing good and healing all who were oppressed by the devil” (Acts 10:37-38). และนอกจากนั้น Consecration การอุทิศตน : การรับพิธีล้างของพระเยซู เป็นช่วงเวลาแห่งการอุทิศตนของพระองค์เอง และสำหรับพระองค์ นั่นคือ คำสัญญาที่จะทำทุกสิ่งเพื่อที่จะประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ให้กับโลก

หลังจากการล้างของพระเยซู , ท่านยอห์นก็ถูกจับ และพระอาณาจักรของพระเจ้าก็ต้องการผู้นำคนใหม่ และเมื่อพระเยซูได้ยินเรื่องราว พระองค์ลุกขึ้นและทำหน้าที่นี้ต่อไป นั่นคือ การประกาศเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าทันที พี่น้องจะเห็นได้ว่า การล้างของพระเยซูเจ้า ไม่ได้เป็นแต่เพียงคำถามว่า ทำไมพระเยซูต้องรับการล้างบาปนี้ แต่คำถามสำคัญก็คือ ทำอย่างไรพระองค์จึงจะสามารถประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าต่อไปได้ John F. Kennedy’s บอกว่า , “อย่าถามว่า ประเทศชาติจะให้อะไรกับท่าน ,ตรงกันข้าม จงถามตัวท่านเองว่า ท่านสามารถทำอะไรให้กับประเทศชาติของท่าน?” ซึ่งจะสามารถอธิบายได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับพระศาสนจักรได้

แล้วพวกเราทำอย่างไร? วัดท่าซุง ทำอย่างไรเพื่อประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ? เราพร้อมอุทิศตนเองอย่างเต็มที่เพื่อประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนอย่างที่พระเยซูเจ้าทำหรือไม่ ? ถ้าไม่ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถสนับสนุนผู้ที่ทำงานด้านการแพร่ธรรมได้, ซึ่งได้ทำหน้าที่นี้แทนพวกเรา ?

วันนี้ ขอให้พี่น้อง ระลึกถึงศีลล้างบาปที่พี่น้องได้รับ คำสัญญา การอุทิศตนเอง เพื่อประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า และเป็นพยานถึงทั้งในวาจาและกิจการของเราแต่ละคน

ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ส.3 เทศกาลเตรียมรับเสด็จฯ ปี C - 13-12-2009




Don't Worry Be Happy?


1. สวัสดีพี่น้องที่รัก ในบทอ่านที่สองในวันนี้ น.เปาโลให้มุมมองที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะสามารถนำมาปฏิบัติในชีวิตของเราได้ "พี่น้อง จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด”(ฟป.4:4) และ "อย่ากระวนกระวายใจถึงสิ่งใดเลย”.(ฟป.4:6) ความหมายคล้ายๆกับเพลงฮิตของ Bobby Mcferin ที่ชื่อว่า, Don't Worry Be Happy?

2. แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยของเล่นมากมาย , ความสะดวกสบายต่างๆมากมาย แต่มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่มีความรู้สึกว่า เขาขาดประสบการณ์แห่งสันติสุขที่แท้จริงในชีวิตของพวกเขา ตรงกันข้าม เขากลับมีแต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยความกังวลใจในเรื่องต่างๆและความวิตกกังวลมากมาย ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา อย่างกับเพลงของ บอบบี้ ได้บอกว่า
“อย่าไปกังวลในเรื่องใดใด จงมีความสุขเถิด”
• ทุกชีวิตมีปัญหา เมื่อเรากังวล เราก็ทำให้มันเพิ่มเป็นสองเท่า ฉะนั้น อย่ากังวลเลย จงมีความสุขเถิด
• ถ้าหากเธอไม่มีที่จะหนุนศีรษะนอน มีคนมาขโมยที่นอนของเธอไป จงอย่ากังวลเลย จงมีความสุขเถิด

3. พี่น้องครับ ทั้ง น.เปาโล และบ๊อบบี้ มีสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ บ๊อบบี้บอกเราว่า อย่ากังวลเลย จงมีความสุขเถิด แต่ไม่ได้บอกเราว่า ทำไมเราต้องมีความสุข หรือ การไม่ต้องกังวลนั้นสำคัญอย่างไร? ตรงกันข้าม น.เปาโล บอกเราในวันนี้ ว่า ทำไมเราจึงต้องมีความสุข และ เราจะลบล้างความกังวลต่างๆให้หมดไปได้อย่างไร น.เปาโลได้ให้กุญแจที่จะไขไปสู่ความสุขนั้นแก่เราทุกคน.

4. ในส่วนแรกของบทอ่านในวันนี้ บอกกับเราว่า ทำไมเราจึงต้องมีความสุขและละทิ้งความกังวลใจทั้งหลาย "จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด, ข้าพเจ้าขอย้ำอีกว่า จงให้ความอ่อนโยนของท่านทั้งหลายปรากฏแก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาใกล้แล้ว” (4:4-5). เราควรจะมีความสุขมิใช่เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดีชีวิตเราโอเคแล้ว , มิใช่เพราะสุขภาพเราดี ,ฐานะการเงินของเราดี, มิใช่เพราะมีคนเอาของขวัญคริสตมาสกล่องใหญ่ๆ มาให้เรา แต่เป็นการที่เรารู้ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาใกล้แล้ว”

5. เราควรที่จะมีความสุข มิใช่เพราะสิ่งที่เราเห็นผ่านมาในอดีต หรือสิ่งที่เราเห็นเฉพาะในวันนี้ แต่เพราะสิ่งที่เราเชื่อว่ากำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นคือ ความสุขซึ่งมาจากความเชื่อที่ผลิบานและ ความหวังว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเสด็จมาเช็ดคราบน้ำตาของทุกดวงตาที่กำลังร้องให้

6. ชายคนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว ก่อนที่ชายคนนี้จะตาย 1 สัปดาห์ ชายคนนั้นก็ถามขึ้นมาว่า “ทำไมต้องเป็นผม? ผมไม่เคยสูบบุหรี่, หรือแตะต้องแอลกอฮอล์เลยตลอดชีวิต ผมรู้จักคนหลายคนที่ทั้งดื่มและสูบ และดำเนินชีวิตแบบผิดๆ แต่พวกเขาก็ไม่เป็นมะเร็งเลยสักคน แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วย"

7. ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่ น.เปาโล ก็ย้ำเตือนเราในวันนี้ว่า การเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะเป็น ความสุขสำหรับผู้ที่เชื่อและมีความหวังในพระองค์

8. ทำไม น.เปาโล จึงบอกเช่นนั้น หากเราศึกษาชีวิตของท่าน เราก็จะรู้ว่า ทำไมท่านจึงเขียนเช่นนั้น เพราะ น.เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้จากในคุก เป็นนักโทษ อยู่ในที่ที่ท่านก็ไม่รู้ว่า จะได้ออกไปจากคุกหรือเปล่า หรือจะมีชีวิตรอดออกไปหรือไม่ ท่านไม่ได้สอนเราด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ท่านสอนเราด้วยชีวิตของท่านเอง "จงชื่นชมยินดีเถิด จงให้ความอ่อนโยนของท่านทั้งหลาย ปรากฏแก่คนทั้งปวงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาใกล้แล้ว”

9. น.เปาโลบอกว่า "อย่ากระวนกระวายถึงสิ่งใดเลย จงทูลขอพระเจ้าให้ทรงทราบ โดยคำอธิษฐาน การวอนขอ พร้อมด้วยการขอบพระคุณ" (4:6) ในทุกสถานการณ์,ในทุกๆ ความยากลำบากหรือปัญหาใดใด น.เปาโลรู้ว่า มีสิ่งหนึ่งที่เราควรทำมากกว่า ความกระวนกระวายก็คือ การยกสิ่งต่างๆ มอบให้กับพระเจ้าในคำภาวนา น.เปาโล ไม่ได้ขอให้เราปฏิเสธปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต แต่ขอให้เราตั้งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ด้วยการสวดภาวนา เปลี่ยนความกังวลนั้นเป็นคำภาวนา

10. นั่นหมายถึงการทีเราสามารถ มีชีวิตที่เป็นสุขได้ สุขสันติในพระเจ้า ซึ่งคนรอบข้างเราไม่เข้าใจ "แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินสติปัญญาจะเข้าใจได้นั้น จะคุ้มครองดวงใจและความคิดของท่านไว้ในพระคริสตเยซู" (4:7). เป็นสันติสุขที่พระเจ้าประทานให้ สันติสุขที่ไม่เหมือนกับที่โลกให้ และเราทุกคน เรียนรู้ที่จะวางใจในพระองค์ในทุกสิ่งและทุกๆ สถานการณ์ของชีวิต เราเรียนรู้ที่จะนำทุกสิ่งถวายแด่พระเจ้าในคำภาวนาของเรา

11. ไม่ว่าในเวลานี้ เราจะพบกับอุปสรรคและปัญหาที่ใหญ่โตเพียงใด เราก็ภาวนาด้วยความร่าเริงยินดีและด้วยความมั่นใจเช่นเดียวกับ นักโทษเปาโลในเวลานั้นที่ภาวนาว่า “เชิญเสด็จมาเถิด พระเยซูเจ้าข้า”

ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน .....

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ส.2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ปี C - 06-12-2009




สวัสดีครับพี่น้องที่รักทุกท่าน
พระสงฆ์บวชใหม่องค์หนึ่งถูกส่งไปทำงานเพื่อเป็นปลัดของพระสงฆ์อาวุโสที่วัดแห่งหนึ่ง พระสงฆ์หนุ่มก็เข้าไปขอคำแนะนำ พระสงฆ์หนุ่มถามว่า “พ่อครับ ผมจะต้องเทศน์เกี่ยวกับเรื่องอะไรดีครับ?” พระสงฆ์อาวุโสตอบว่า “ให้เทศน์แค่สิบนาทีพอ”
หลายปีผ่านไป ก็มีพระสงฆ์อีกองค์หนึ่งไปทำงานที่ประเทศฝรั่งเศสในช่วงฤดูร้อน ก็ได้รับคำแนะนำจากพระสงฆ์อาวุโสที่นั่นว่า ให้เทศน์และทำมิสซาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคนที่มาวัดเขาไม่ชอบเสียเวลานานๆในวัด พระสงฆ์องค์นั้นก็ทำตามด้วยดี
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดเรื่องประหลาดใจ เมื่อมีวงขับร้องประสานเสียงจากประเทศอังกฤษมาแสดงผลงานเพลง “แมสไซยาห์” ของแฮนเดิล โดยวงนั้นมาขับร้องในวัด และใช้เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง ทุกคนในวัดก็ยังปรบมือขอให้วงขับร้องนั้น ร้องเพลงต่อไป
พระสงฆ์องค์นั้นบอกว่า ไม่เคยเห็นสัตบุรุษมีความชื่นชมยินดีขนาดนี้มาก่อนในวัดแห่งนั้น ไม่เคยเห็นความกระตือรือร้นเช่นนั้นมาก่อนเลย พระสงฆ์หนุ่มก็เลยถามพระสงฆ์อาวุโสว่า “ทำไมสัตบุรุษสามารถที่จะนั่งในสถานที่เดียวกันได้ถึงสามชั่วโมง เพื่อฟังด้วยความยินดีกับวงขับร้องประสานเสียง แต่ไม่สามารถนั่งในที่เดียวกันเดียวกัน เมื่อเขาฟังพระวาจาของพระเจ้าในมิสซา?” และไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้

พระสงฆ์หนุ่มนั้นก็ได้แต่คิด แต่ก็ได้คำตอบในอีกหลายปีต่อมาจากเพื่อนซึ่งเป็นอาจารย์ในโรงเรียนสอนเรื่องการแพร่ธรรม สิ่งที่ทำให้พระสงฆ์หนุ่มนั้น เข้าใจในบัดเดี๋ยวนั้นก็คือ เพื่อนของเขาบอกว่า สัตบุรุษนั้นจำเป็นต้องมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้าในชีวิตของเขาก่อน ก่อนที่เขาจะได้ฟังพระวาจาของพระเจ้า เขาถึงจะฟังพระวาจาของพระเจ้าด้วยความยินดี
เพื่อนเขาบอกอีกว่า การประกาศพระวาจาของพระเจ้าให้กับคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า คนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ก็เหมือนกับการอ่านบทกลอน บทกวีให้กับคนที่ไม่ซาบซึ้งหรือไม่รู้จักบทกวีว่าเป็นอย่างไรนั่นเอง เพราะพวกเขาก็จะเบื่อง่ายและต้องการที่จะรีบๆ ออกจากวัดไป

พี่น้องครับ ถ้าอย่างนั้น ทำอย่างไรที่เราจะเปลี่ยนความน่าเบื่อที่จะฟังพระวาจาของพระองค์ ให้เป็นความชื่นชมยินดีและความกระตือรือร้นได้ วันนี้ น.ยอห์น บัปติส เป็นตัวอย่างสำหรับเราแล้วในวันนี้

เมื่อเราอ่านพระวาจาในวันนี้ "พระวจนะของพระเจ้ามาถึง ยอห์น บุตรของเศคาริยาห์ ในถิ่นทุรกันดาร เขาจึงไปทั่วแม่น้ำจอร์แดน เทศน์สอนเรื่องพิธีล้างซึ่งแสดงการเป็นทุกข์กลับใจเพื่อจะได้รับการอภัยบาป” (ลก 3:2-3).
ในพระวาจาสั้นๆ ที่พ่ออ่านให้ฟังนี้ เราพบสามขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับใครก็ตามที่ต้องการจะมีความกระตือรือร้นในความเชื่อสามขั้นตอนนั้นคือ
1. ยอห์นไปที่ทะเลทราย
2.พระวาจาของพระเจ้ามาถึงยอห์น
3.ยอห์นออกจากทะเลทรายและไปประกาศความเชื่อของเขา เราจึงมาปรับชีวิตของเราให้มีชีวิตชีวาด้วย 3 ขั้นตอน
ขั้นที่ 1 เราต้องไปทะเลทราย , ทะเลทรายเป็นสถานที่ซึ่งเราจะได้อยู่ตามลำพังกับพระเจ้า เราไปทะเลทรายเพื่อออกจากภารกิจการงานปกติ และละทิ้งงานทุกอย่างไว้เพื่อไปอยู่กับพระเจ้าในวัด , ในการสวดภาวนา และอ่านพระวาจาของพระองค์ ทะเลทรายคือที่ที่เราจะได้พบกับพระเจ้า เราต้องเริ่มด้วยขั้นที่ 1 นี้ก่อนเพื่อจะได้ไปหาพระเจ้าได้ (ทะเลทรายนี้น่าจะหมายถึงสถานที่เงียบๆ สงบๆ ที่เราจะได้สวด อ่านพระคัมภีร์ ได้อย่างดีและสงบเพื่อฟังเสียงของพระเจ้า..ผู้แปล)
ขั้นที่ 2 - พระวาจาของพระเจ้ามาถึงเรา เมื่อเราเปิดใจให้กับพระเจ้าในทะเลทราย พระองค์เองก็มาหาเราและเติมเต็มชีวิตให้เรา นักบุญท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อเราเริ่มขั้นที่ 1 พระเจ้าจะทรงเริ่มขั้นที่ 2 กับเรา ขั้นนี้ พระเจ้าทรงเริ่มมาหาเรา เติมเต็มให้เรา ฟื้นฟูชีวิตของเรา เปลี่ยนแปลงเรา เพื่อให้เรามีส่วนละม้ายคล้ายคลึงพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก ขั้นนี้บางคนบอกว่า ได้เกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อเราสัมผัสพระเจ้าได้เช่นนี้ เราจึงอยากจะสวดภาวนาทั้งวันในวัด อ่านพระคัมภีร์ทั้งวัน แต่เช่นเดียวกับยอห์น เราเองก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ของเราในครอบครัวและในสังคม
ขั้นที่ 3 - เราออกไปประกาศความเชื่อ เมื่อเรามีประสบการณ์กับความดีงามของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราก็ออกไปเพื่อแบ่งปันประสบการณ์นั้นให้กับผู้อื่น เหมือนกับถ้าเรามีเสื้อตัวหนึ่งที่ สกรีนตัวอักษรติดเอาไว้ว่า “ว้าว, พระเจ้านั้นสุดยอด” คนที่มองดูเราก็เห็นความชื่นชมยินดี สันติสุขจากเรา และบางทีเขาก็อาจจะได้รับความยินดีเช่นเดียวกับเรา เขาอาจจะอยากเป็นเพื่อนกับเรา และเมื่อเราสามารถช่วยเขาเหล่านั้นให้เห็นหนทางของพระเจ้าได้ ให้เขาได้มีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระองค์ได้ แต่บางทีเขาก็อาจไม่เข้าใจ จนกว่าเขาจะมีประสบการณ์นี้ด้วยตนเอง
พี่น้องครับ ให้เราภาวนาในวันนี้ว่า “พระเจ้าทรงพละกำลังและเปี่ยมด้วยพระเมตตา โปรดเปิดใจของเราให้ต้อนรับพระองค์ โปรดขจัดสิ่งที่ขัดขวางเราไม่ให้ยอมรับพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดีด้วยเถิด”
ในโอกาสเทศกาลเตรียมรับเสด็จนี้ ขอให้เป็นขั้นแรกที่เราจะมีที่ว่างในใจสำหรับพระเจ้า ให้เวลาสำหรับการมาวัด เพื่อภาวนา และฟังพระวาจาของพระองค์ด้วยเทอญ

ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ส.1 เื๋ทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ปี C - 28-11-2009





สวัสดีพี่น้องที่รัก
1. หากเราสังเกตุดูประวัติศาสตร์การเขียนพระวรสารของ น.มารโก และ น.ลูกา ถ้าเราสังเกตดูดีดีก็จะพบว่า เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เนื้อหาของพระวรสาร จาก น.มารโก ก็คล้ายๆ กับพระวรสารของ น.ลูกาในวันนี้ นั่นเป็นเพราะว่า น.ลูกานั้น เขียนพระวรสารหลังจาก น.มารโกได้เขียนพระวรสารไปแล้ว จึงเดาได้ว่า น.ลูกา ได้รู้จักสิ่งที่ น.มารโกได้เขียนแล้ว ท่านก็เลยได้เพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไป เพราะท่านได้อยู่ในสถานการณ์ที่ชาวยิวกำลังประสบพบเจอ
2. ภายหลังจากที่พระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพแล้ว วันเวลาก็ล่วงผ่านและอิสราเอลในเวลานั้นถูกปกครองโดยจักรวรรดิ์โรมัน ก็ได้ถูกทำลายลง พระวิหารก็ถูกทำลายไปด้วย จึงทำให้เกิดวิกฤตแห่งความเชื่อ เพราะเวลานั้นทุกคนคาดหวังว่า จะถึงเวลาสิ้นโลก แต่มันก็ไม่สิ้นโลก หลายๆ ก็เลยเลิกเชื่อเรื่องการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระเยซูเจ้า พวกนี้ก็เลยหันไปหาความพึงพอใจฝ่ายโลก เช่น กินดื่มเมามาย และก็ประพฤติผิดในด้านศีลธรรมต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของตนเอง
3. น.ลูกา จึงได้เพิ่มเติมเนื้อหาสำคัญไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งยังคงเตือนใจเราทุกคนในวันนี้ด้วยว่า “จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยใจของท่านให้หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานรื่นเริง ความเมามายและความกังวลถึงชีวิตนี้ มิฉะนั้น วันนั้นจะมาถึงท่านอย่างฉับพลัน”
4. เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า เป็นเวลาแห่งการเตรียมพร้อมรับการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระคริสตเจ้า โดยทั่วไปเราเข้าใจกันว่า พระองค์จะเสด็จกลับมาในวันสุดท้าย(วันสิ้นโลก) และในการฉลองการบังเกิดของพระองค์ ซึ่งทำให้เราระลึกถึงเหตุการณ์การบังเกิดของพระเยซูเจ้าเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว
5. นอกจากนั้น ในวันนี้ พระวรสารของ น.ลูกาในวันนี้ ยังย้ำเตือนให้เราคิดถึงเสด็จมาอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเราอาจจะลืมไป นั่นคือ การที่พระองค์เสด็จมาในเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา ในผู้คนมากมายรอบตัวเรา
6. น.ลูกาได้เน้นย้ำว่า เราควรจะต้องเฝ้าระวังชีวิตของเรา และเตรียมต้อนรับพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งมาหาเราโดยไม่มีการบอกหรือเตือนว่า พระองค์จะเสด็จมาเมื่อไร พระองค์อาจจะมาในรูปแบบของบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา , พระองค์อาจมาในรูปแบบของสถานการณ์ต่างๆ ในเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พระองค์จะมาเมื่อใด
7. พี่น้องครับ ถ้าหากว่าเรากำลังเตรียมต้อนรับการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระคริสตเจ้าด้วยการมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พระวาจาในวันนี้ก็เชิญชวนเราให้มองออกไป ให้มองออกไปในเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเราและระลึกว่า พระคริสตเจ้าจะเสด็จกลับมาให้รูปแบบที่เราคาดไม่ถึงเลย
8. การเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าปีแล้วปีเล่า มิใช่เป็นเพียงการระลึกถึงการเสด็จมาครั้งแรกเมื่อ 2000 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่เราจะต้องฝึกซ้อมการรับเสด็จพระคริสตเจ้า ผู้ที่เสด็จมาพบปะกับเราในลักษณะต่างๆ เช่น ผ่านทางศีลมหาสนิท และพระวาจาของพระองค์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมตัวรับพระองค์ ผ็ที่จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
9. ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมโภชพระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล- 22-11-2009



นี่หรือคือกษัตริย์ของเรา

สวัสดีพี่น้องที่รักทุกท่าน

• วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีพิธีกรรม พระศาสนจักรได้นำพระวาจาของวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์มาให้เรารำพึงถึงเรื่องราวชีวิตของพระเยซู ภาพที่พระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้า ปีลาโต ที่พยายามปรักปรำพระองค์ให้ทรงรับข้อหาการเป็นกษัตริย์

• พระเยซูเจ้าทรงยอมรับว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ แต่มิใช่กษัตริย์ของโลกนี้ ชีวิตของพระองค์มิได้จำกัดอยู่แค่ในโลกนี้ พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองจิตวิญญาณของประชาชน ปกครองด้วยความจริงและความรัก พระองค์ทรงสัมผัสจิตใจของเราแต่ละคนและรับประกันว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตในหนทางของพระองค์จะได้รับพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นรางวัล

• ภารกิจของพระองค์ในโลกนี้คือ การประกาศข่าวดีว่า พระเจ้าทรงพระกรุณานับเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว รับรองเราว่า เป็นลูกของพระองค์และมองดูเราว่า เรามีความภักดีต่อพระองค์อย่างไร?

• พี่น้องครับ การดำเนินชีวิตของเรานี่แหละ เป็นวิธีการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้แสดงออกด้วยการรับใช้เพื่อนพี่น้อง , การให้อภัยต่อกัน , การแสดงความรักต่อกัน ,และการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับคนยากจน และในชีวิตของพระองค์ในโลกนี้ พระองค์ได้แสดงให้เห็นว่า เราต้องนำสิ่งเหล่านี้มาปฏิบัติเพื่อให้เกิดคุณค่าในชีวิต
• พ่อได้มีโอกาสอ่านหนังสือรวมประวัตินักบุญของคณะเยซูอิต ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจในชีวิตของบรรดานักบุญ ที่มีความกล้าหาญ, เสียสละชีวิต ติดตามพระเยซูเจ้าด้วยชีวิต และยอมมอบชีวิตของตนเองเพื่อประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า สิ่งที่สังเกตก็คือ ไม่มีใครอยู่เฉยๆแล้วได้เป็นนักบุญ

• ทำให้เราได้รู้ว่า หากเราจะพบกับพระเจ้าจริงๆ เราต้องออกแรงและแสวงหาทุกวิถีทางที่จะได้พบกับพระองค์

• พี่น้องครับ ในโอกาสที่เราทำการฉลองพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล (สามเหลี่ยม) เป็นโอกาสดีที่เราจะทบทวน “คุณภาพของการเป็นคริสตชน” ว่าเราเป็นคริสตชนในระดับไหนในทางความเชื่อและชีวิตที่ปฏิบัติ เราได้ทำให้พระอาณาจักรของพระเจ้าเกิดขึ้นในจิตใจของเราและในชุมชมของเราหรือยัง? พระเยซูเรียกร้องเราให้เอาชนะสัญชาตญาณพื้นฐานของชีวิต ในเรื่อง ความเห็นแก่ตัว, ความขมขื่น , ความหยิ่งยะโส เพื่อเป็นประกันว่า เราจะดำเนินชีวิตในภารกิจของพระองค์เช่นเดียวกัน เพราะโลกนี้เป็นของพระองค์ แม้ว่าทุกวันนี้เราอาจไม่คิดเช่นนั้น

• เป็นเวลาที่ดี ที่เราจะต้องตระหนักว่า พระเยซูเจ้า ทรงเป็น หนทาง ที่จะต้องอาศัยความพยายามที่จะเอาชนะ ลักษณะต่างๆ ของโลก ซึ่งไม่ง่ายที่จะเอาชนะได้ และไม่อาจตอบคำถามทุกคำถามหรือแก้ปัญหาทุกๆ ปัญหาในชีวิตของเราได้

• ในเวลาที่ ปีลาโตเผชิญหน้ากับพระเยซู ปีลาโตกำลังถูกกดดันจากฟารีสีและประชาชน, ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน, ตัดสินใจไม่ถูก, มีความกังวลที่จะแก้ปัญหาต่างๆให้ได้ ปีลาโตเชื่อว่า พระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการเสียหน้า ปีลาโตล้มเหลวในการเดินตามมโนธรรมของตนเองและทำการล้างมือต่อหน้าประชาชน

• เรื่องเหล่านี้ก็คล้ายๆ ชีวิตของเราหลายๆคน เราก็ล้างมือของเราจากความรับผิดชอบในชีวิตคริสตชน จากชีวิตครอบครัว, ในที่ทำงาน หรือในระหว่างเพื่อนบ้านของเรา

• พี่น้องครับ การดำเนินชีวิตในคุณค่าแบบพระเยซูเจ้านั้น แน่นอนว่า เราจะถูกต่อต้าน เพราะเรากำลังทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่โลกและสังคมกำลังสอนเรา เราต้องไม่คาดหวังว่า เราจะพบเจอสิ่งที่ง่ายๆ ในชีวิต ถ้าหากเรากำลังเดินและทำในสิ่งที่เรากำลังเชื่อถึงอยู่นี้
• กางเขนและความทุกข์ทรมาน เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราเช่นเดียวกับที่ พระเยซูทรงรับไว้เพราะนั่นคือ พระประสงค์ของพระบิดาเจ้า

• ดังนั้นขอให้การฉลองในวันนี้เชิญชวนเราให้ มีที่ว่างในหัวใจของเราเพื่อที่จะเลียบแบบอย่างชีวิตของพระเยซู แม้ว่าเราจะไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับพระองค์ก็ตาม

ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ส.33 เทศกาลธรรมดา ปี B - 15-11-2009



1. สวัสดีพี่น้องที่รัก ตอนนี้ที่แม่สอด อากาศตอนเช้าก็เริ่มหนาวแล้ว เป็นเครื่องหมายถึงการสิ้นสุดฤดูอื่นๆ และเข้าสู่ปลายปีพิธีกรรม ทุกๆ เดือนพฤศจิกายน พระศาสนจักรเชิญชวนเราให้หยุดคิดและไตร่ตรองชีวิตอย่างจริงจัง พระศาสนจักรเตือนใจเราด้วยเรื่องของ วันสิ้นโลก, การพิพากษาครั้งสุดท้ายและการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระเยซูในพระสิริรุ่งโรจน์

2. เมื่อพี่น้องได้ฟังพระวรสารในวันนี้แล้ว อาจมีความรู้สึกว่า เหตุการณ์ที่พระเยซูทรงบอกในวันนี้นั้น น่ากลัว แต่พระวรสารในวันนี้ไม่ได้ต้องการให้เรากลัว หรือตกใจ แต่ให้ “กำลังใจ” และ “ปลอบโยน” รวมถึงให้ความหวังเราในการต่อสู้กับชีวิตที่ยากลำบาก
3. สิ่งที่เป็นหัวใจของพระวรสารในวันนี้ก็คือ ความรักของพระเจ้าจะชนะทุกสิ่งทุกอย่างเหนืออำนาจที่ชั่วร้ายและจะเติมเต็มสิ่งที่ถูกต้อง พระเจ้าทรงอยู่ข้างเราและจะมองดูเราผ่านทางปัญหาต่างๆ ในชีวิตปัจจุบันของเรา

4. พี่น้องครับ เราดำเนินชีวิตในโลกนี้ เราก็มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันออกไป เราอยากมีความสุข, มีชีวิตที่ดี, มีครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ แต่ก็จะถึงวันหนึ่งที่เราจะจากโลกนี้ไป มันจะถึงวันสิ้นสุดของชีวิตของเราบนโลกนี้ ซึ่งเป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครหนีมันพ้นไปได้ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว เราก็จะไปพบกับพระเจ้าแบบหน้าต่อหน้า ตามความเชื่อที่พระศาสนจักรสอนเรา

5. พี่น้องครับ มีที่ที่หนึ่งที่ทุกวันนี้เราไม่ค่อยพูดถึงกัน ก็คือ นรก เป็นเหมือนคำต้องห้ามและไม่มีใครอยากพูดอยากไป แต่เป็นไปได้ว่า ถ้าหากชีวิตของเราประสบปัญหาต่างๆ,ความยากลำบากและเราไม่พึ่งพระเยซู เราทิ้งพระองค์ไปและในวันสุดท้าย เราไม่ถูกเรียกเข้าไปอยู่กับพระองค์ในวันสุดท้าย นรกนั้นอาจหมายถึง การแยกจากกันนิรันดรจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก, ความบรรเทา และอยู่ห่างไกลจากพระเมตตาของพระองค์ คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดและเป็นการละทิ้งโอกาสของเรา ด้วยการปฏิเสธพระเมตตาของพระองค์

6. พี่น้องครับ แต่มีสิ่งหนึ่งก็คือ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างเรามาก็จริง แต่พระองค์เคารพต่ออิสระภาพของเรา หมายความว่า พระองค์ให้เราเลือกเอาเองว่า เราจะดำเนินชีวิตนี้อย่างไร? จะมาหาพระองค์ก็ได้ ไม่มาก็ได้ แต่ถ้าหากในวันสุดท้ายที่พระเยซูเจ้าทรงเสด็จมา เราได้ยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ มันก็ขึ้นอยู่ว่า เราดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้อย่างไร

7. พี่น้องครับ สมัยก่อนนี้มีเพลงๆ ที่เราร้องในพิธีมิสซาปลงศพ แต่ปัจจุบันเราไม่ร้องเพลงนี้กันแล้ว นั่นคือ เพลงที่เวลาร้องแล้วจะลงท้ายด้วยคำว่า “ประพฤติอย่างไร สิ้นใจอย่างนั้น” ก็คงจะเตือนใจอะไรบางอย่างให้กับเราได้ แต่คงไม่ใช่การบอกว่า คนที่ตายนั้นที่ตายเพราะอะไร แต่เตือนคนที่ยังอยู่ว่า ให้ดำเนินชีวิตของตนให้ดีดี เพื่อจะได้รับเรียกให้อยู่ต่อหน้าพระคริสตเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จกลับมา

8. พี่น้องครับ พระคริสตเจ้าเสด็จมายังเราทุกวัน ด้วยการมอบชีวิตพระองค์เอง ให้ชีวิต,คำสอน,พระวาจา และชวนให้เราเลือกข้างเดียวกับพระองค์ ถ้าพี่น้องมีพระเจ้าในใจ ไปไหนก็มีพระเจ้า สวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราแล้ว

9. ในโอกาสที่เรากำลังสิ้นปีของพระศาสนจักร และจะสิ้นปีเก่า เข้าสู่ปีใหม่ พ่อเชิญชวนเรา ให้หาเวลาเงียบๆ รำพึงภาวนา ,ไตร่ตรองถึงชีวิตของเราแต่ละคน, ฟังเสียงของพระเจ้าที่ตรัสกับเรา แต่บางครั้งเราไม่ได้ฟัง หรือไม่ยอมที่จะฟัง เพื่อเราจะได้มองดูว่า ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร ยังสนิทแน่นแฟ้นกันดี หรือยิ่งวันยิ่งห่างกันไป แล้วเราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไรต่อไป ก็ขอพละกำลังจากพระองค์ เพื่อให้เราได้เจริญชีวิตอย่างรู้ว่า วันหนึ่งเราต้องไปอยู่ต่อหน้าพระองค์ และเมื่อเราแต่ละคนได้ตระหนักแล้วว่า วันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ไป เราก็พร้อมที่จะตอบกับพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้าข้า ลูกพร้อมแล้ว”

10. ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ส.32 เทศกาลธรรมดา ปี B -08-11-2009




• พี่น้องครับ วันนี้พระเยซูเจ้ากำลังบอกเล่าเรื่องราวของหญิงม่ายคนหนึ่งกับเงินจำนวนน้อยนิด แต่สิ่งที่ทำให้ การให้ของหญิงม่ายคนนี้มีคุณค่าและมีความสำคัญนั้น มิใช่เรื่องของจำนวน แต่เป็นเรื่องของหัวใจและการเสียสละที่เธอแสดงออกมา

• พี่น้องครับ ในสายตาของคนที่ผ่านไปมา การทำทานของหญิงม่ายคนนี้ดูเหมือนเป็นสิ่งต่ำต้อยด้อยค่า แต่ในสายตาของพระเจ้าเธอได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงโปรดปรานมากที่สุด เพราะหลังจากที่หญิงม่ายคนนี้ได้หย่อนเงินลงไปแล้ว เธอสามารถพูดได้เต็มปากว่า “นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ลูกทำได้ เพราะลูกได้ให้ทั้งหมดที่มีแล้ว” สิ่งที่ทำให้เธอชนะใจก็คือ เธอไม่เก็บอะไรไว้เป็นของเธอเองเลย เธอให้เงินทั้งหมดที่เธอมี หรือในอีกความหมายหนึ่ง เธอได้ถวายชีวิตทั้งหมดของเธอให้กับพระเจ้า

• พี่น้องครับ เหตุการณ์ธรรมดาๆที่เกิดขึ้นนอกพระวิหารนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ควรจดจำ เพราะว่า มันแสดงให้เราเห็นถึงความตั้งใจของคนคนหนึ่ง

• หลายๆ ครั้งเรามักวัดคุณค่าของกันและกันด้วย ความรู้ความสามารถ, ตำแหน่งหน้าที่การงาน,ปริญญา , ฐานะทางการเงิน, รูปร่างหน้าตา ฯลฯ แต่พระเยซูเจ้า ให้คุณค่ากับเราในรูปแบบที่แตกต่างกันไป พระองค์มองทะลุไปในจิตวิญญาณของเราและมองดูลึกลงไปที่แรงจูงใจข้างใน และความตั้งใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำสิ่งต่างๆ ของเรา

• พระองค์สนใจในสิ่งที่เราถวาย? ชีวิตของเราเป็นอย่างไร? จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องยอมจำนนต่อพระองค์ และจริงจังกับการดำเนินชีวิตมากขึ้นด้วย

• พี่น้องครับ สำหรับคุณค่าของหญิงม่ายคนนี้ สอนเราว่า วัตถุใดๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด พระเยซูสอนเรื่อง เมตตากรุณา มิใช่เงินตรา เพื่อให้เราแต่ละคนจะได้มีคุณค่ามากกว่าเงิน ในการที่จะถวายแด่พระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงมองหาก็คือ ชีวิตของเราแต่ละคน พระองค์ต้องการหัวใจของเรามิใช่ทรัพย์สมบัติของเรา

• หลายๆ ครั้ง การให้ทานและการแบ่งปันของเรา เป็นเรื่องภายนอก เราอยากจะช่วย เติมเต็มในสิ่งภายนอกโดยปราศจากเรื่อง ความเมตตาในหัวใจ

• การเรียนรู้เรื่องการให้ เป็นสิ่งที่ยาก จนกว่าเราจะได้รู้ว่า การติดตามพระเยซูเจ้าที่แท้จริงนั้น คือ การต้องปฏิเสธตนเอง พระวาจาในวันนี้เชิญชวนเราให้ดำเนินชีวิตในหนทางที่เจ็บปวดและหาค่าไม่ได้ นั่นคือ การให้ในสิ่งที่เราได้รับมา

• ชีวิตของเราคือการให้ในสิ่งที่เราได้รับ ให้กับผู้ที่ไม่สามารถตอบแทนอะไรแก่เราได้ สนใจต่อความต้องการของผู้อื่น และอาจให้ได้แค่เพียงสิ่งเล็กๆน้อยที่เรามี

• ชีวิตของพระเยซูที่สละชีวิตของพระองค์ไถ่บาปเราด้วยความรัก คือแบบอย่างบนไม้กางเขนที่เราแต่ละคนจะต้องติดตามไปด้วยใจมั่นคงเสมอ

• ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สมโภชนักบุญทั้งหลาย - 01-11-2009




ทำไมเราจึงต้องมีการฉลองบรรดานักบุญทั้งหลาย? เพราะตลอดปีเราก็มีการฉลองนักบุญอยู่แล้ว แต่ทำไมพระศาสนจักรจึงต้องให้มีการฉลองบรรดานักบุญทั้งหลาย อีกต่างหากอีก 1 วัน อาจมีเหตุผลสำคัญ 2 ประการคือ
1. เคียงคู่ไปกับการฉลองนักบุญที่เรามีบันทึกไว้ในแต่ละปี เรายังมีบรรดานักบุญชาย หญิงอีกจำนวนมาก บรรดามรณสักขี ชาย หญิง เด็กๆ ที่ร่วมอยู่กับพระสิริรุ่งโรจน์ในสวรรค์ ซึ่งเราไม่ได้ทำการฉลองให้กับท่านเหล่านั้น หลายท่านเป็นพ่อแม่ของเรา ปู่ย่าตายาย ซึ่งเป็นวีรบุรุษชายหญิงแห่งความเชื่อ วันนี้เราจึงให้เกียวต่อท่านด้วยการระลึกถึงท่าน ดังนั้น เราจึงอาจเรียกวันนี้ว่า วันฉลองนักบุญที่ไม่มีใครรู้จัก เหมือนในหนังสือวิวรณ์ได้กล่าวไว้ว่า “หลังจากนั้น ข้าพเจ้าเห็นนิมิตประชาชนมากมายเหลือคณานับจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกประเทศและทุกภาษา กำลังยืนอยู่เฉพาะพระบัลลังก์และเฉพาะพระพักตร์ลูกแกะ ทุกคนสวมเสื้อขาว ถือใบปาล์ม” วิวรณ์ 7:9
2. การฉลองนี้ทำให้เรามองดูเป้าหมายแห่งชีวิตนิรันดรของเราแต่ละคน ท่านนักบุญที่เราฉลองนี้ เป็นมนุษย์ชายหญิงเหมือนๆ กับเรา เป็นเหมือนกับที่เราเป็นนี่แหละ และพวกท่านก็ได้อยู่ในที่ที่เราได้วาดหวังเอาไว้สักวันหนึ่ง ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน เรารู้ว่า ชีวิตของเรานั้น ไม่ได้เริ่มต้นตอนนี้เรามีชีวิต และจบลงเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น แต่ชีวิตของเรา เกิดขึ้นก่อนที่เราจะเกิด และต่อเนื่องไปจนเราตายและไปสู่ชีวิตนิรันดร
นั้นคือสิ่งที่บอกกับเราว่า ทำไมเราจึงไม่ลืมที่จะระลึกถึงบรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เรารู้จักชีวิตของบรรดานักบุญทั้งหลาย ในสายตาของเราเราไม่เห็นพวกท่านเหล่านั้นแล้ว แต่ในสายตาแห่งความเชื่อ เราเชื่อว่า ท่านเหล่านั้นมีชีวิตอยู่นิรันดร เพราะท่านเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ในพระเจ้า ท่านเหล่านั้นมีชีวิตมากกว่าที่เรามี เพราะว่า เป็นชีวิตที่ได้อยู่กับพระเจ้า จะไม่มีเรื่องราวของความทุกข์ทรมาน, ไม่มีเรื่องโรคร้ายต่างๆ , บาป ,หรือความตายอีกต่อไป
น่าเสียดาย ที่ว่า การที่เราจะมีชีวิตแบบบรรดานักบุญทั้งหลายนั้น ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ แต่พระเยซูเจ้าทรงตรัสว่า "คนที่กล่าวแก่เราว่า “พระเจ้าข้าพระเจ้าข้า นั้น มิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์นั่นหละ จะเข้าสู่สวรรค์ได้”(Matthew 7:21).
พี่น้องครับ เราจะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างไร? คำตอบอยู่ในพระวรสารวันนี้แล้วครับ “ความสุขแท้จริง” หรือ บุญลาภ 8 ประการ ซึ่งพระเยซูเจ้า ได้มอบกับบรรดาศิษย์ของพระองค์นั้น เป็น “แนวทางการดำเนินชีวิตไปสู่ความสุขนิรันดร” บรรดานักบุญทั้งหลายที่เราฉลองในวันนี้นั้น เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากและเดินในหนทางแคบๆ ของ “ความสุขแท้จริง” นี้ เพื่อเข้าสู่เข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์
ในโอกาสวันฉลองนักบุญทั้งหลายนี้ พระศาสนจักรเชิญชวนเรา และ ท้าทายเราแต่ละคน ให้ มิใช่พูดและพูด แต่ก้าวเดินต่อไปตามแบบอย่างของบรรดานักบุญ
จุดมุ่งหมายของ “ความสุขแท้” 8 ประการคือ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตคริสตชน เชื้อเชิญเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับความยากจน เป็นหนึ่งเดียวกับความทุกข์โศกเศร้า, เป็นหนึ่งเดียวกับความท้อแท้สิ้นหวัง ,ผู้ที่หิวกระหายความยุติธรรม ฯลฯ ความสุขแท้ท้าทายเราให้เราเป็นคนที่ “เมตตาสงสารผู้คน” , เป็นชายหญิงที่จิตใจบริสุทธิ์ และค่อยๆ กลายเป็น “ผู้สร้างสันติ” ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ในครอบครัวและในสังคมของเรา แม้ว่า สิ่งต่างเหล่านี้อาจพบ “การเบียดเบียน” และ การหัวเราะเยาะ
ไม่มีนักบุญคนใด ที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตว่า จะต้องร่ำรวยเหนือใคร มีอำนาจสูงศักดิ์ หรือมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของทุกคน ตรงกันข้าม ท่านเหล่านั้น มองไปข้างหน้า เพื่อหารางวัลแห่งชีวิตนิรันดร ซึ่งพระเจ้าจะมอบให้กับผู้ที่ซื่อสัตย์มั่นคง ในวันสุดท้ายของชีวิตในโลกนี้
วันนี้ เราทุกคนได้รับเชิญให้เดินในหนทางของท่านนักบุญทั้งหลาย หนทางของความสุขแท้ หนทางที่เป็นทางแคบๆและยากลำบาก เราจึงจำเป็นต้องมีความเชื่อและความกล้าหาญที่จะเดินผ่านไปให้ได้ ตัวอย่างของบรรดานักบุญและคำภาวนา เป็นกำลังใจให้เราก้าวหน้าต่อไป
น.ออกัสติน บอกว่า การดำเนินชีวิตตาม “ความสุขแท้” เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่เมื่อท่านได้อ่านประวัตินักบุญต่างๆ ท่านก็บอกว่า “บรรดาชายหนุ่มหญิงสาวเหล่านี้ ยังทำได้ ทำไมผมจะทำไม่ได้?”
ทำไมจะทำไม่ได้? ความเชื่อรับรองเราว่า ทุกคนที่ฟังเสียงของพระเยซูและดำเนินชีวิตตาม “ความสุขแท้จริง” นี้ ในวาระสุดท้ายของชีวิต เราก็จะได้ยินเสียงของพระเจ้าที่ตรัสกับเราว่า “ดีมาก ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย...จงมาร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด” (Matthew 25:21).
ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน


วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ส.30 เทศกาลธรรมดา ปี B - อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2009

พี่น้องที่รัก

วันนี้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเรา ด้วยเรื่องของชายคนหนึ่ง ที่ชื่อ บาร์ทิเมอุส
ที่ประตูเมืองทางทิศเหนือของกรุงเยรูซาเล็ม มีชายตาบอดชื่อบารทิเมอัสนั่งขอทานอยู่ข้างทาง ครั้นทราบว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาร้องตะโกนเรียกพระองค์ด้วยเสียงอันดังจนหลายคนต้องดุให้เขาเงียบเพื่อจะได้ยินคำสั่งสอนของพระองค์
แต่พวกเขาทำไม่สำเร็จเพราะคนตาบอดกลับร้องเสียงดังยิ่งขึ้น ไม่มีใครหยุดยั้งเขามิให้พบกับพระองค์ได้ เขาเชื่อมั่นว่าพระองค์คือผู้เดียวที่สามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากโลกแห่งความมืดมิดนี้ได้ !
จากพฤติการณ์ของคนขอทานตาบอด เราได้พบเห็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “เงื่อนไขแห่งอัศจรรย์” ดังต่อไปนี้
1. ความมุ่งมั่น เมื่อบารทิเมอัสทราบว่าผู้ที่กำลังผ่านมาคือพระเยซูเจ้า เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะพบพระองค์ให้จงได้ เพราะมั่นใจว่ามีเพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์ยากได้
เมื่อตัดสินใจแล้ว ไม่มีใครหรืออะไรสามารถหยุดยั้งเขาได้ !
ความมุ่งมั่นที่จะพบพระเยซูเจ้าของเขาไม่ได้เกิดจากความหวังอันเลื่อนลอย หรือความหวังลม ๆ แล้ง ๆ หรือเป็นเพียงความตื่นเต้นที่จะได้พบคนเด่นคนดัง
แต่เป็นความมุ่งมั่นที่ออกมาจาก “หัวใจของคนที่สิ้นหวังชนิดไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้”
ความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือ “ความวางใจในความช่วยเหลือของพระเจ้า”
ความมุ่งมั่นอันเกิดจากความวางใจอย่างเต็มเปี่ยมนี่เองที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี !!

2. ตอบเสียงเรียกทันที เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรียกบารทิเมอัส เขา “สลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า” (ข้อ 50) ด้วยความกระตือรือร้นทันที
บารทิเมอัสรู้โดยสัญชาติญาณว่า โอกาสทองเช่นนี้อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตโดยไม่มีทางหวนกลับมาหาอีก เขาจึงกระโดดเข้าหาพระองค์อย่างรวดเร็วราวกับกระสุนปืน
แต่น่าเสียดายที่พวกเราหลายคนกลับประพฤติตรงกันข้าม เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากพระองค์ แทนที่จะรีบตอบในทันที กลับประวิงเวลาไว้ “รอให้ข้าพเจ้าทำสิ่งนี้เสร็จก่อนได้ไหม ?” หรือ “รอให้ข้าพเจ้าพร้อมกว่านี้ไม่ได้หรือ ?”
หลายครั้งพระองค์ทรงดลใจเราให้ปรับปรุงตนเอง ให้แก้ไขนิสัยไม่ดีต่าง ๆ หรือให้ถวายตนรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์มากขึ้น แต่เรากลับปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป
โอกาสซึ่งอาจไม่หวนกลับมาหาเราอีกเลย !!!
3. รู้ความต้องการ เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” เขาทูลว่า “รับโบนีให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” (ข้อ 51)
เขารู้และระบุความต้องการของตนเองได้คือ “การแลเห็น”
แต่พวกเราหลายคนกลับเข้าหาพระเยซูเจ้าโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการอะไร เข้าตำราปล่อยให้ “ฟ้าลิขิต” อย่างเดียวโดยที่ไม่เคยคิดจะมีส่วนร่วมในการ “ลิขิตชีวิต” ของตนเองด้วยแต่ประการใด
มีบ้างไหมที่เราไปหาทันตแพทย์ แล้วปล่อยให้หมอ “ลิขิตฟัน” ของเราคือจะถอนซี่ไหนก็ได้ ? เราควรต้องรู้และบอกหมอได้ชัดเจนมิใช่หรือว่าฟันซี่ไหนเป็นปัญหา !
กับพระเยซูเจ้าก็เช่นกัน เราต้องทูลขอพระองค์ให้ชัดเจนว่าเราต้องการความช่วยเหลืออะไรจากพระองค์
โดยเฉพาะ “ความกล้าหาญที่จะพิจารณาตนเอง” นั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรทูลขอจากพระองค์เป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว !
4. ความเชื่อ บารทิเมอัสร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิด เจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ 47 และ 48)
เขาเรียกพระองค์เป็น “โอรสของกษัตริย์ดาวิด” ซึ่งเป็นสมญานามของพระเมสสิยาห์ก็จริง แต่เป็นสมญานามที่แฝงความหมายของการเป็นนักรบนองเลือดที่จะพิชิตโลก และนำพาชนชาติอิสราเอลไปสู่ความยิ่งใหญ่เหมือนยุคสมัยของกษัตริย์ดาวิดอีกครั้งหนึ่ง
นั่นคือ บารทิเมอัสยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าไม่ถูกต้องนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ความเข้าใจจะไม่ถูกต้อง แต่เขามี “ความเชื่อ” และความเชื่อของเขาได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าก่อให้เกิดผลมากกว่าความรู้ความเข้าใจเป็นร้อยเท่า พันเท่า
จริงอยู่เราจำเป็นต้อง “คิด” และต้องสอนผู้อื่นให้รู้จัก “คิด” ด้วย แต่เราไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือเรียกร้องให้คน ๆ หนึ่งกลายเป็นนักเทวศาสตร์ก่อนเป็นคริสตชน
เพราะเราไม่มีทางรู้และเข้าใจพระเยซูเจ้าได้ทั้งหมด !
ขอเพียงให้เรา “รัก” และ “เชื่อ” ว่าพระองค์คือ “ผู้ที่ตอบสนองความต้องการของเราได้” เท่านี้ก็เกินพอแล้ว…..
5. ความกตัญญู ทั้ง ๆ ที่บารทิเมอัสเป็นเพียงคนขอทานข้างถนน แต่หัวใจของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูรู้คุณคน
เมื่อ “เขากลับแลเห็น” เขา “เดินทางติดตามพระองค์ไป” (ข้อ 52) แทนที่จะตีจากพระองค์ไปด้วยความเห็นแก่ตัว
นี่คือบทสรุปของขั้นตอนในการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า
เริ่มต้นด้วย ความต้องการ
ตามด้วย ความกตัญญู
และอยู่ด้วย ความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระองค์ บัดนี้ และตลอดไป !!!!!

ส.29 เทศกาลธรรมดา ปี B- อาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2009

1. อเล็กซานเดอร์ วูลคอต หนึ่งในศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงของวิทยาลัยแฮมิลตัน, นิวยอร์ค ได้ถูกเชิญให้มาให้คำโอวาทในโอกาสฉลองความสำเร็จ วัลคอตกล่าวว่า “ผมขอส่งความชื่นชมยินดีในวันนี้แด่ทุกท่าน ชาวแฮมิลตัน และทั่วโลกด้วย พวกท่านบางคนประสบความสำเร็จในชีวิต และพวกท่านบางคนก็ล้มเหลวในชีวิต มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าใครเป็นอย่างไร?
2. นี่เป็นสิ่งที่เตือนใจเราได้อย่างดีที่สุด สำหรับชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือชีวิตที่ล้มเหลว “เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา พระเจ้าตรัสดังนี้ เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น” (Isaiah 55:8-9). นี่คือบทเรียนที่ ยากอบและยอห์น ได้เรียนรู้ในพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้
3. พี่น้องครับ ถ้าพี่น้องรู้ว่า มีสิ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเราทุกคน คือ พระเจ้าสร้างเราทุกคนให้ประสบความสำเร็จ พระเจ้าไม่ได้สร้างใครให้พบกับความล้มเหลวเลย แต่คำว่าประสบความสำเร็จ กับความล้มเหลวหมายความว่าอะไร? สำหรับคนส่วนใหญ่ อาจคิดว่า การได้เป็นหัวหน้าของกลุ่ม หรือเป็นคนที่เก่งมาก ความสำเร็จกลายเป็นเครื่องวัดค่าของคนเราแต่ละคน และมองเห็นผู้อื่นเป็น “คู่แข่ง” ของเรา
4. นั่นทำให้ ยากอบและยอห์นเดินไปหาพระเยซูเจ้าและร้องขอสิทธิในการเป็นใหญ่เหนือใครทั้งหมด สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ทั้งสองไม่ได้ขอว่าจะมีที่นั่งในพระอาณาจักรของพระองค์ แต่สิ่งที่ขอก็คือ “ ขอโปรดให้ข้าพเจ้าคนหนึ่งนั่งข้างขวา อีกคนหนึ่งนั่งข้างซ้ายของพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์เถิด” Mark 10:37). พระเยซูเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านไม่รู้หรอกว่า กำลังขออะไร” และพระองค์สอนให้พวกเขาเข้าใจถึงความสำเร็จที่แท้จริงนั่นคืออะไร?
5. สำหรับพระเยซูเจ้า ความสำเร็จหมายถึง การที่ผู้คนทั้งหลายตระหนักและเต็มเปี่ยมไปด้วยพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา พระเยซูบอกเราว่า ให้เราทำตรงกันข้ามกับความคิดทั่วๆไป ก่อนที่จะมีมนุษย์ในโลกนี้ พระเจ้าได้ทรงมีความฝันให้มนุษย์ทุกคนได้ดำเนินชีวิตอย่างไร เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อทำอะไรก็ได้เพื่อตัวของเราเอง แต่เรามาทำงานของพระเจ้าด้วยมือของเรา ด้วยร่างกายและจิตใจเพื่อให้งานนั้นได้สำเร็จไป
6. คำสอนในเรื่อง การปฏิสนธินิรมลของแม่พระ คือเรื่องหนึ่งที่สอนเราได้ว่า พระเจ้าทรงต้องการให้แต่ละคนทำหน้าที่ นั่นคือ ให้แม่พระเป็นแม่ของพระเยซูเจ้า และพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงคนหนึ่งให้เตรียมชีวิตและกำหนดให้มีหน้าที่พิเศษนั้น ไม่มีหญิงคนใดก่อนหรือหลังจากแม่พระที่จะเป็นแม่ของพระเจ้า นอกจากแม่พระอีกแล้ว นี้เองที่พระเยซูทรงบอกกับยากอบและยอห์นว่า “การที่จะนั่งข้างขวาหรือข้างซ้ายของเรานั้น ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะให้ แต่สงวนไว้สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้”
7. จากคำพูดนี้ หมายความว่า พระเจ้าได้ทรงกำหนดเราไว้ กำหนดโลกของเราไว้แล้วหรือ? คำตอบก็คือ ไม่ใช่ พระเจ้าได้มีความตั้งใจที่จะสร้างเราทุกคน นั่นคือสิ่งที่พระองค์ได้กำหนดไว้ แต่การที่เราจะบรรลุความสำเร็จนี้ได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราแต่ละคนได้ร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้าอย่างไร?
8. พระเจ้าทรงให้ “น้ำใจอิสระ” ในการทำสิ่งใดใดก็ได้ตามใจของเราเอง เพื่อให้เราร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้าหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่เรา แม้ว่าพระเจ้าจะทรงเลือกให้แม่พระเป็นแม่ของพระบุตร แต่เมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าต้องการเริ่มต้นกิจการของพระองค์ พระองค์ก็ยังทรงส่งฑูตสวรรค์มาเพื่อแสวงหาความร่วมมือจากมารีอา พระเจ้าให้อิสระต่อเรามากเพียงใด
9. แม่พระจึงเป็นตัวอย่างของความสำเร็จเพราะ พระนางมีความกล้าหาญที่จะตอบว่า “ข้าพเจ้าคือผู้รับใช้ของพระเจ้า” ตอบรับกับพระวาจาของพระเจ้าที่มีต่อพระนาง
10. สำหรับยากอบและยอห์น อาจเป็นตัวแทนของใครก็ตามที่อาจคิดถึงความสำเร็จแบบนี้ เราจึงต้องหาหนทางที่ต้องมองดูสิ่งต่างๆ ลดความทะเยอทะยาน ลดศัตรูและคู่แข่ง และสละละทิ้งการแข่งขันต่อกันระหว่างคนเรา ซึ่งเราอาจเรียกว่า เราเป็นหนูตัวหนึ่งที่วิ่งแข่งกันในการแข่งขันวิ่งหนู แม้ว่าเราจะชนะ แต่เราก็ยังเป็นหนูตัวนั้น
11. พี่น้องครับ ความสำเร็จในมุมมองใหม่ที่พระเยซูเจ้าสอนเราในวันนี้ เป็นเรื่องตรงข้ามกับความคิดแบบโลก แต่พยายามสอนให้เราร่วมมือกับแผนการของพระเจ้า เพื่อเราแต่ละคนจะได้ตระหนักว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้แต่ต่างกัน เพื่อให้เราทำสิ่งที่ต่างกัน ให้มีความสำเร็จในรูปแบบที่แตกต่างกันไปสำหรับทุกคน
12. พี่น้องครับ ถ้าหากว่า ในวันนี้เราพร้อมที่จะค้นพบและอยู่ในความร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้า นั่นคือ ความสำเร็จที่แท้จริงในชีวิตของเรา
13. ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน

คุณค่าการสวดสายประคำในครอบครัว

คุณค่าการสวดสายประคำในครอบครัว
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงประกาศให้เดือนตุลาคม 2002 ถึงเดือนตุลาคม 2003 เป็นปีแห่งสายประคำ พระองค์ยังได้ทรงออกสมณสาสน์ “สายประคำของพระนางพรหมจารีมารีอา” เพื่อฉลอง 25 ปีของรัชสมัยของพระองค์ และระลึกถึงครบรอบ 120 ปี ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ได้ทรงออกเอกสารเกี่ยวกับการสวดสายประคำ “Supremi Apostolatus Officio” นอกจากนั้นยังเป็นการระลึกถึงครบรอบ 40 ปึของการเปิดประชุมสังคายนาวาติกัน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1962 และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ด้วย

1)ประวัติของการสวดสายประคำ การสวดสายประคำให้เกียรติแก่พระแม่มารี มีองค์พระจิตเจ้าทรงนำทาง และเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในสหัสวรรษที่สอง(หลังปี ค.ศ.1000) และมีนักบุญจำนวนมากที่รักการสวดสายประคำ และได้ส่งเสริมการสวดสายประคำตลอดมา พระศาสนจักรเองก็ได้ส่งเสริมให้สัตบุรุษได้สวดภาวนาเช่นเดียวกัน การสวดสายประคำเป็นบทภาวนาเรียบๆซื่อๆ แต่มีความศักดิ์สิทธิ์ การสวดสายประคำจึงซึมซาบเข้าในจิตใจสัตบุรุษอย่างลึกซึ้ง แม้เวลาจะผ่านไปมากาว่าสองพันปีแล้ว แต่การสวดสายประคำก็ยังทำให้ชีวิตของคริสตชนก้าวหน้าไปด้วยความสดชื่นตลอดมาเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันยาวนานพอสมควร และ เชื่อกันว่า การสวดสายประคำนั้นคงเริ่มต้นในอารามฤษี ซึ่งได้มีการสวดทำวัตรเป็นหมู่คณะ โดยใช้บทสวดจากบทเพลงสดุดี 150 บท แต่มีฤษีบางคนความรู้น้อย ไม่สามารถอ่านหนังสือทำวัตรได้ พวกท่านจึงใช้การสวดบท “วันทามารีอา” 150 บท แทนการสวดบทเพลงสดุดี 150 บท ต่อจากนั้นการสวดสายประคำได้มีพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี ค.ศ. 1214 ที่แม่พระได้ประทานลูกประคำแก่นักบุญดอมีนิก ผู้ก่อตั้งคณะดอมีนีกัน เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับพวกเฮเรติกอัลบีเยน โดยแม่พระได้ประจักษ์มา พร้อมกับเทวดา 3 องค์ แม่พระได้ตรัสกับท่านนักบุญว่า ถ้าท่านนักบุญต้องการให้พวกเฮเรติกกลับใจ จะต้องเผยแพร่การสวดสายประคำ ท่านนักบุญจึงได้เผยแพร่การสวดสายประคำ และสามารถทำให้ผู้หลงผิดเหล่านั้นกลับใจในที่สุด

2)ความหมาย “สายประคำ” ตรงกับคำว่า “โรซารี”ในภาษาลาติน ซึ่งหมายความว่าพวงมาลัยกุหลาบ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราสวดสายประคำครบสามสาย เราจะร้อยกุหลาบสีขาว 153 ดอก ซึ่งหมายถึงบทวันทามารีอา 153 บท และร้อยกุหลาบสีแดงอีก 16 ดอก ซึ่งหมายถึงบทข้าแต่พระบิดา 16 บท มาลัยสวรรค์นี้จะไม่มีวันเหี่ยวเฉาไป แต่จะเป็นเสมือนเกียรติมงคลที่เราได้ถวายแต่พระแม่เจ้าแห่งสวรรค์

ประจักษ์พยานในเรื่องนี้มีปรากฏอยู่เสมอ เช่น บราเดอร์อัลฟองโซ แห่งคณะเยซูอิตได้สวดสายประคำอย่างศรัทธา และทุกครั้งที่ท่านสวดบทข้าแต่พระบิดา จะมีกุหลาบสีแดงออกจากปากของท่าน และเมื่อสวดบทวันทามารีอา จะมีดอกกุหลาบสีขาวออกมาจากปากของท่านเช่นเดียวกัน

การสวดสายประคำจึงเป็นความศรัทธา ที่หยั่งรากลึกในหัวใจของชาวเราทุกคน ทำให้เรามีความศรัทธาต่อพระเยซูเจ้า และพระแม่มารีอา ท่านบุญราศรีบาโทโล ลองโก ซึ่งเป็นผู้มีความศรัทธาต่อการสวดสายประคำ ได้เคยกล่าวว่า, “ผู้ใดส่งเสริมการสวดสายประคำ ผู้นั้นจะได้รับความรอดนิรันดร”

พระแม่มารีเองมีพระประสงค์ให้ลูกๆของพระแม่ได้สวดสายประคำ เพราะพระแม่มีความห่วงใยในพวกลูกๆของพระนาง ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงฝากฝังไว้แก่พระแม่ ณ แทบเชิงกางเขน โดยมีศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน, “ นี่คือแม่ของท่าน”(ยน19:27)

3)สายประคำเป็นบทภาวนาเพื่อครอบครัว

ก)ครอบครัวยุคปัจจุบันกำลังถูกคุกคาม
การสวดสายประคำเป็นบทภาวนาที่เราสามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้อย่างดีที่สุด โดยอาศัยการเสนอวิงวอนของพระแม่มารี และพระเป็นเจ้าจะทรงประทานพระหรรษทานอย่างอุดมสมบูรณ์แก่บุคคลหรือแก่ครอบครัวที่สวดสายประคำพร้อมกัน ในสมณสาสน์ “สายประคำของพระนางพรหมจารีมารีอา” สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงเน้นความสำคัญของการสวดสายประคำและครอบครัว โดยพระองค์ได้ตรัสถึงสถาบันครอบครัวกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จากพลังแห่งการแตกแยก และทำให้ครอบครัวทั้งหลายกำลังอ่อนแอลง, “นอกจากนั้น เหตุผลสำคัญและเร่งด่วนที่จะต้องสวดภาวนา เกิดจากปัญหาอีกประการหนึ่งของสมัยปัจจุบัน นั่นคือปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สำคัญที่สุดของสังคม และอนาคตของสังคมนี้กำลังถูกคุกคามอย่างน่ากลัวจากพลังที่สร้างความแตกแยก อันสืบเนื่องมาจากความคิดทางปรัชญา จึงเป็นกิจกรรมในข่ายงานอภิบาลครอบครัว ซึ่งจะช่วยต่อต้านพลังบ่อนทำลายสังคมในสมัยของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ”(RVM 6)

ข)ครอบครัวที่สวดภาวนาร่วมกันย่อมอยู่ด้วยกัน
จากประวัติอันยาวนานของการสวดสายประคำ เป็นที่ประจักษ์ว่าการสวดสายประคำได้ช่วยนำและแก้ไขปัญหาครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน เพราะเมื่อสมาชิกทุกคนหันมามองดูพระเยซูเจ้า จะช่วยทำให้สมาชิกแต่ละคนหันสายตามามองกันง่ายขึ้น สามารถสื่อสารกันรู้เรื่องมากขึ้น สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้อภัยกันและกัน และผูกพันกันด้วยสายสัมพันธ์ของความรักขององค์พระจิตเจ้า

ในปัจจุบันนี้สมาชิกในครอบครัวต่างๆมีโอกาสอยู่ด้วยกันน้อยมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่รัดตัว ทำให้มีเวลอยู่ด้วยกันน้อยกว่าอดีตที่ผ่านมา สมาชิกในครอบครัวก็มักใช้เวลาในการดูโทรทัศน์บ้าง หรือนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ การที่ครอบครัวหันมาสวดสายประคำพร้อมกันในครอบครัว จะทำให้มีบรรยากาศของครอบครัวแห่งนาซาเร็ธ ซึ่งมีพระเยซูเจ้าเป็นศูณย์กลาง ลูกๆในครอบครัวจะเรียนรู้จากตัวอย่งของพระเยซูเจ้า ในเรื่องการทำงาน ความนบนอบ ความรักต่อกัน และพ่อแม่จะเรียนรู้จากตัวอย่างของพระแม่มารี ที่ยินดีรับความทุกข์อย่างสงบ ยอมรับความยากลำบากในชีวิตด้วยความกล้าหาญ สมาชิกในครอบครัว จะ มีส่วนร่วมในความยินดีและความโศกเศร้าพร้อมกัน มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับสามชิกในครอบครัวไว้ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า พร้อมกับมีความหวังและกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไปด้วยความมั่นคง และทำให้บ้านเป็นบ้านที่มีแต่ความสงบและสันติ พระเป็นเจ้าจะประทานพระหรรษทานให้แก่ครอบครัวอย่างมากมาย และบางครั้งพระองค์อาจจะประทานกระแสเรียกแก่ลูกๆ โดยสมัครเป็นพระสงฆ์หรือนักบวช

ค)การสวดสายประคำเพื่อการพัฒนาการด้านต่างๆของลูก
ในการสวดสายประคำนั้น พ่อแม่ยังมีโอกาสได้วิงวอนขอ เพื่อให้ลูกๆได้พัฒนาและเติบโตเป็นคนที่สมาบูรณ์ เมื่อรำพึงชีวะประวัติของพระเยซูเจ้า ตั้งแต่พระองค์ได้ปฏิสนธิในครรภ์ของพระแม่มารี จนถึงวันที่พระองค์ได้ทรงกลับคืนชีพ และเสด็จสู่สวรรค์ “พระกุมารทรงเจริญวัยแข็งแรงขึ้น ทรงพระปรีชาญาณอย่างสมบูรณ์ และพระหรรษทานของพระเจ้าสถิตอยู่กับพระองค์” (ลก2;40) ในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆมีการพัฒนาไปรวดเร็วมาก จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยยิ่งวันยิ่งมากขึ้น เด็กๆและเยาวชนได้รับข่าวสารที่มีแต่สิ่งเลวร้ายมากกว่าสิ่งดีงาม พ่อแม่ทุกคนจึงมีความห่วงใยในอันตรายที่ลูกๆของตนกำลังเผชิญอยู่ กลัวว่าลูกๆของตนจะเป็นเหยื่อของยาเสพติด การปล่อยตัวสำส่อน การแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง ตลอดจนการหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย

ง)การฝึกให้รู้จักเงียบ
การสวดสายประคำพร้อมกันในครอบครัวทุกวัน จะเป็นโอกาสดีให้เด็กๆได้มีประสบการณ์ตั้งแต่เล็กเรื่อง “การหยุดพักเพื่อภาวนา” แม้การสวดภาวนาจะไม่ใช่การแก้ปัญหาชีวิตได้ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็สามารถทำให้จิตใจของพวกลูกๆได้พบกับความสงบ และจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน แม้ว่าเด็กๆมีความยากลำบากในการสวดสายประคำ อาจเป็นเพราะไม่มีสมาธิพอ แต่การใช้เครื่องมือบางอย่าง จะช่วยให้การสวดภาวนาง่ายเข้า เช่น การใช้รูปภาพ และเสียงเพลงเป็นต้น และเมื่อพวกเขาสามารถสวดด้วยตนเองได้แล้ว พวกเขาจะยินดีสวดภาวนาเพื่อรับพระคุณต่างๆโดยไม่ต้องมีการบังคับแต่อย่างใด

ในโอกาสนี้ขอนำพระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ซึ่งพระองค์ได้สรุปไว้ในสมณสาส์น “สายประคำของพระนางพรหมจารีมารีอา”ว่า,

“สายประคำศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่มารี ซึ่งเป็นโซ่ทองที่คล้องชาวเราไว้กับพระเจ้า เป็นสายสัมพันธ์ความรักที่เชื่อมเราไว้กับบรรดาทูตสวรรค์ เป็นป้อมปราการที่ช่วยชีวิตให้พ้นจากการจู่โจมของนรก เป็นท่าเรือที่ช่วยให้พ้นจากการอับปาง เราจะไม่มีวันทิ้งเจ้าเลย เจ้าจะเป็นความบรรเทาของเราในวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะจุมพิตเจ้าขณะที่ชีวิตของเราจะออกจากร่าง ข้าแต่พระราชินีแห่งสายประคำแห่งปอมเปย์ ถ้อยคำสุดท้ายจากปากของข้าพเจ้าทั้งหลายจะเป็นพระนามของพระนาง ข้าแต่พระมารดาน่ารักยิ่ง พระนางผู้ทรงเป็นที่พึ่งของคนบาป ผู้บรรเทาที่ยิ่งใหญ่ของผู้ทุกข์ยาก ขอพระนางจงได้รับพระพรทั่วทุกแห่งหน บัดนี้และตลอดไป ทั้งบนแผ่นดินและในสวรรค์”


จาก http://www.catholic.or.th/spiritual/article/article2009/article38.html

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ส.28 เทศกาลธรรมดา ปี B


อ่านพระวาจาประจำสัปดาห์ http://www.catholic.or.th/spiritual/homily/oct09/11oct09.html




1. นายพรานแอฟริกันมีวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการดักจับลิง คือ เขาจะผ่ามะพร้าวออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งก็เจาะรูตรงกลาง ให้กว้างพอสำหรับมือของลิงจะลอดเข้ามาได้ แล้วเขาก็เอา ส้ม 1 ลูกใส่ลงไปข้างใน แล้วก็ประกบมะพร้าวเข้าด้วยกัน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เอาไปแขวนที่ต้นไม้
2. ในที่สุด เมื่อลิงได้กลิ่นของส้ม ไม่นานมันก็รีบโหนต้นไม้มาแล้วเอามือล้วงเข้าไปในมะพร้าวลูกนั้น มันก็พยายามดึงเอาส้มออกมา แน่นอนว่า ส้มออกมาไม่ได้แน่นอน เพราะส้มใหญ่กว่ารูที่เจาะไว้ ลิงก็พยายามดึงแล้วดึงอีก แต่ก็ไม่ได้คิดว่า มันจะมีอันตรายอะไร ขณะที่ลิงกำลังดึงอย่างขมักเข้นอยู่นั้น นายพรานก็เอาตาข่ายแล้วจับลิงไว้ได้ หากลิงคิดได้ มันก็แค่ปล่อยส้มแล้วเอามือออกมา แล้วก็หนีไป
3. การดักจับแบบนี้ก็ได้ผลเพราะว่า เพราะลิงคิดไม่ได้ว่า มันจะเลือกเอาอะไรระหว่าง ส้ม กับ อิสระภาพ มันจะเอาทั้งสองอย่าง แม้ว่า ลิงจะเห็นว่า นายพรานมาแล้ว มันก็คงไม่ปล่อยส้มในมือและวิ่งหนีไป แต่จะพยายามเอาส้มไปด้วยให้ได้
4. การดักจับแบบนี้ได้ผลเพราะว่า ลิงถูกจับได้เพราะความโลภของตนเอง ถ้าเราจินตนาการว่า ในตอนนั้นลิงอาจจะสวดภาวนาว่า “โอ้พระเจ้า ช่วยลูก(ลิง)ด้วยแต่ว่า อย่าขอร้องให้ผมปล่อยส้มไปนะครับ” เรื่องนี้อาจฟังเป็นเรื่องสนุกๆ แต่ในความเป็นจริงก็คือ หลายๆ คนในพวกเรา ก็อาจจะสวดภาวนาแบบลิงนี่แหละ
5. เหมือนในพระวรสารวันนี้ ที่ชายหนุ่มที่มาหาพระเยซู ที่อาจสวดภาวนาเช่นเดียวกันว่า “ขอพระองค์ประทานชีวิตนิรันดรให้กับลูก แต่อย่าขอให้ลูกทิ้งทรัพย์สมบัติของลูกไปเลย”
6. พี่น้องครับ ถ้าพี่น้องเป็นคนรักสัตว์ และพี่น้องกำลังเห็นลิงตัวนั้น มือกำลังติด นายพรานก็กำลังมาแล้ว พี่น้องจะทำอย่างไร? พี่น้องอาจจะตะโกนบอกลิงตัวนั้นว่า “ปล่อยส้มไปก่อน แล้ววิ่งสุดชีวิต”
7. นี่แหละคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงบอกกับชายหนุ่มผู้ร่ำรวยคนนั้น พระองค์มองเห็นชายคนนั้นอยู่ในอันตราย เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตนิรันดร กับจิตใจที่ยึดติดกับทรัพย์สมบัติ พระองค์จึงบอกเขาให้ไปขายทรัพย์สมบัตินั้นและรักษาชีวิตไว้ ทำไมพระเยซูทำเช่นนี้? เพราะ “พระองค์ทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู” Jesus looked at him and loved him” (Mark 10:21a).
8. คำสอนและคำแนะนำของพระเยซูเจ้า เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจเสมอ แต่ คำสั่งสอนนี้เพื่อ “ความดีของแต่ละคน” และมันจะเปลี่ยนชีวิตของเรา เมื่อเราตระหนักว่า “พระองค์สอนเช่นนี้ เพราะพระองค์รักเรา และพระองค์รู้จักเราดีที่สุด รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรหลีกเลี่ยง
9. ชายหนุ่มผู้ร่ำรวย ก็เหมือนกับลิงตัวนั้นที่เพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่ส้มในขณะที่ชีวิตกำลังมีอันตราย พระเยซูเจ้าจึงชี้หนทางให้เขาเอาตัวรอด “ท่านยังขาดไปสิ่งหนึ่ง จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ แล้วจงตามเรามาเถิด”
10. พี่น้องครับ ทำไมชายหนุ่มคนนี้จึงพบว่า คำสอนนี้จึงยากจะปฏิบัติตาม? เรารู้ว่า ชายคนนี้เป็นคนเคร่งศาสนา ปฏิบัติบทบัญญัติของชาวยิวมาตั้งแต่เด็ก และศาสนายิวเชื่อว่า ความร่ำรวยเป็นเครื่องหมายของการอวยพรของพระเจ้าและ ความยากจนคือ การที่พระเจ้าสาปแช่ง
11. เมื่อพระเยซูบอกกับศิษย์ของพระองค์แล้ว พวกเขาจึงพากันบ่นว่า “ดังนี้ ใครเล่าจะสามารถรอดพ้นได้”
12. พระวรสารในวันนี้ จึงท้าทายเราทุกคนให้คิดถึง ความต่ำต้อยและความรักของพระเจ้าที่สามารถอยู่ในเราทุกคนได้ และระลึกไว้เสมอว่า ความยากจนต่ำต้อยนั้น ก็เป็นวิถีทางแห่งชีวิตทางหนึ่งให้เราตอบรับความรักของพระเจ้าได้
13. วัตถุนิยม คือ การเชื่อว่า หากปราศจากทรัพย์สมบัติแล้วชีวิตก็ไร้ความหมาย ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยคนนั้นก็เป็นผู้ที่มีความเชื่อเช่นนั้น
14. ดังนั้น ให้เราภาวนาว่า พระเจ้าได้ประทาน ปรีชาญาณ พระพรต่างๆ มากกว่า ลิงตัวนั้นในการที่เราจะละทิ้งทรัพย์สมบัติในรูปแบบต่างๆ ได้
15. “มนุษย์จะได้ประโยชน์อันใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิต”

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ส.27 เทศกาลธรรมดา ปี B

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2009

1. พี่น้องที่รัก สิ่งที่พระเยซูเจ้าได้รับการท้าทายจากฟารีสีในวันนี้ เป็นเรื่องสำหรับเราทุกคนในวันนี้ “การแต่งงานและการหย่าร้าง”
2. พระองค์ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า การแต่งงานเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้สร้างไว้ด้วยตัวของพระองค์เอง ชีวิตที่อยู่ด้วยกันระหว่างชายและหญิง เกิดขึ้นด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า การรวมกันนี้มนุษย์ไม่สามารถไปแยกออกจากกันได้ เมื่อคนสองคนแต่งงานกันแล้วไม่มีอำนาจใดใดในโลกนี้ที่จะแยกคนสองคนนี้ออกจากกัน
3. “สิ่งที่พระเจ้าได้รวมไว้ มนุษย์อย่าได้แยกเลย”
4. พี่น้องครับ ในเช้าวันนี้ เราได้รับการเชื้อเชิญให้ทบทวน “ศักดิ์ศรีในชีวิตแต่งงาน” และ “คำสัญญามั่นคงตลอดไปของศีลแต่งงาน” ซึ่งถ้าหากเรามองดูในปัจจุบันนี้ ก็ดูเหมือนว่า คำสัญญานี้ดูเหมือนว่า จะเป็นเรื่องที่ประหลาด เป็นเรื่องแปลก, เราได้ยินเรื่องของการหย่าร้าง จนดูเหมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งในชีวิตของเรา ดังนั้นคำสอนของพระเยซูเจ้าในวันนี้ จึงเป็นการบอกกับเราอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่มนุษย์ควรจะเชื่อฟังมากที่สุดก็คือ พระเจ้า
5. พี่น้องครับ ถ้าเราเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง และการแต่งงานก็เป็นเรื่องของคนสองคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน วันแต่งงานก็คือ วันที่เริ่มต้นการเดินทาง เมื่อพระศาสนจักรได้อวยพรคู่บ่าวสาวและครอบครัว และเพื่อนๆ ก็มาร่วมแสดงความยินดี และก็โปรยดอกกุหลาบให้ พร้อมๆ กับอวยพรให้ชีวิตคู่นั้นราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ
6. ชีวิตแต่งงานต้องเป็นชีวิตที่ต้องอาศัยพลังแห่งความรักมาก ต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมที่จะก้าวไปในชีวิตที่สงบราบเรียบ และชีวิตที่มีแต่พายุพัดโหมกระหน่ำ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รักแท้นั่นต้องได้รับการพิสูจน์ การอวยพรของพระศาสนจักรและครอบครัวไมได้เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ทำให้ชีวิตสมรสนั้นราบรื่นตลอดไป
7. พี่น้องครับ ชีวิตสมรสที่ดีต้องช่วยกันสร้าง ไม่ใช่แค่การเลือกคู่แท้ของเราเท่านั้น แต่ในชีวิตสมรสเรื่องเล็กๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญมากด้วยเช่นกัน เช่น การพูดการจาที่ให้กำลังใจกัน และคำพูดที่แสดงถึงการคิดไตร่ตรองก่อนพูดออกมา , การให้อภัยต่อกันและกัน และพร้อมที่จะลืมความผิดพลาดบกพร่องนั้นๆ เพื่อจะได้เข้านอนโดยที่ไม่มีความโกรธต่อกันแล้ว
8. คู่สมรส จะไม่สามารถเผชิญหน้ากับโลกได้ ถ้าหากว่าไม่มีพื้นฐานจาก การมีความรักแท้ ความรักเท่านั้นที่จะเป็นสิ่งเชื่อมและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้
9. นอกจากนั้น ความหวังและความไว้วางใจกันและกัน จะทำให้ชีวิตคู่ สามารถผ่านแต่ละปีๆ ไปได้ ทั้งในเวลาที่ดี มีความสุข และในเวลาที่มีความทุกข์ด้วยกัน
10. ให้เราภาวนาเพื่อครอบครัวทุกครอบครัว จะได้มีความรักและความเป็นหนึ่งเดียวกันในครอบครัว เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระพรของพระเจ้าในครอบครัวทุกครอบครัว

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน