1. การใช้เวลาอยู่ในกลุ่มของคนที่ตาบอดและหูหนวกนั้น ทำให้เราตระหนักว่า คุณค่าและพระพรแห่งการพูดและการได้ยินเสียงต่างๆ นั้นมีค่าแค่ไหน? คนเหล่านั้นถูกตัดขาดจากโลกแห่งเสียงและไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการสนทนากับเพื่อน, เสียงหัวเราะของเด็กๆ และความสนุกสนานในการฟังเพลงใดใด
2. ชายในพระวรสารวันนี้ เราเห็นว่า ชายคนนี้ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้พบพระเยซูเจ้าในวันนี้ พระองค์รักษาชายตาบอดหูหนวก ทำให้เขาได้พบจุดเปลี่ยนในชีวิตและทำให้เขากลับมาเป็นคนธรรมดาๆ เหมือนกับเรา
3. พี่น้องครับ เราทุกคนโชคดีที่เกิดมาได้ยินเสียงและสามารถพูดได้ แต่พระพรทั้งสองประการนี้จะต้องมีความหมายมากกว่าการที่เราใช้เพื่อสื่อสารเท่านั้น
4. นั่นคือ เราสามารถฟังเสียงของพระเจ้าและประกาศพระวาจาของพระองค์ นี่คือสิ่งที่เราไม่ควรจะลืม อะไรที่เราพูดและอะไรก็ตามที่เราได้ยิน กำหนดให้เราทำอะไรและทำให้เราเป็นคนอย่างไรได้
5. นี่คือโอกาสของเราที่เราจะได้ เอาใจใส่ต่อคนที่ดำเนินชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (บุคคลชายขอบของสังคม) เพราะการเป็นคนหูหนวกและตาบอด อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะระลึกไว้เสมอว่า คนหูหนวก ไม่ได้มีอยู่แค่ในสมัยของพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่มีอยู่ตลอดทุกกาลสมัย และอาจหมายถึงในสมัยของเราที่บางคน ปฏิเสธพระเจ้า ปฏิเสธที่จะฟังเสียงของพระองค์
6. เราทุกคนต้องการการรักษาจากมือของพระคริสตเจ้า เพื่อทำให้เราได้ยินและบอกเล่าข่าวดีของพระเจ้า
7. พระเยซูเจ้าคือผู้เดียวที่สามารถรักษาคนหูหนวกและตาบอดจากสิ่งที่เราเป็น เพื่อเราจะได้ใช้ความสามารถนี้ได้ เป็นไปได้ที่เราอาจเป็นเหมือนคนตาบอดหูหนวกนี้เพราะการปฏิเสธที่จะฟังคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว , ผู้คนที่มีปัญหา,และคนที่วิตกกังวลต่อชีวิต
8. หลายๆ ครั้ง ปากของเราซึ่งสามารถพูดได้ ออกเสียงได้ ก็อาจไม่ได้พูดคำที่ให้กำลังใจกันและกันมากเท่าที่ควร หรือเป็นคำพูดที่ให้ความหวังและกำลังใจ หรือเรากลายเป็นคนระมัดระวังคำพูดในเวลาที่เราควรจะพูดในความจริง และก็ยังมีปัญหาต่อการพูดคุยกับเพื่อนบ้านเพราะว่าเรามีรั้วกั้นบ้านเป็นแนวยาวหรือมีความอิฉาริษยาต่อกัน
9. พี่น้องครับ สิ่งที่พระเยซูเจ้าต้องการบอกกับเราในวันนี้ก็คือ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การเกิดมาเป็นคนตาบอด หรือหูหนวก แต่เป็นเพราะ “มีหูแต่ไม่ได้ยิน มีลิ้นแต่ไม่ยอมพูด” เราก็เป็นคนตาบอดหูหนวกคนหนึ่ง ที่จำเป็นจะต้องก้าวไปหาพระเยซูเจ้าเพื่อให้พระองค์รักษาเรา เพื่อให้เราเป็นผู้สื่อสารในที่เงียบสงัด เป็นเพื่อนกับคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในชีวิต และให้กำลังใจกับผู้ที่หมดหวังในทุกโอกาสของเรา
10. พ่อขอนำข้อคิดจากผู้ที่ไปเข้าเงียบครั้งที่ผ่านมา
a. ชัดเจนในตัวเองว่า ที่ได้คิดว่าได้ใช้ชีวิตติดตามพระองค์มาตลอดนั้น ความจริงแล้วยังไม่ใช่เลย มีอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ และดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง ในคุณลักษณะต่างๆ ตามแบบฉบับ ของพระองค์
b. เพิ่งรู้ว่า ได้ปล่อยให้พระองค์ทำงานหนักเพียงฝ่ายเดียวมานานแสนนาน โดยไม่ให้ความ ร่วมมือและไม่เปิดใจตัวเองอย่างจริงจัง จนทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความรัก และความอดทน ของพระองค์อย่างมากมาย ในขณะนี้
c. พระวาจาของพระองค์ มีชีวิต พูดได้ และน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ
11. ขอพระเจ้าประทานพระพระแด่พี่น้องเสมอไป
"ปราศจากเราแล้ว ท่านก็ทำอะไรไม่ได้เลย" (เทียบ ยน 15:5) "Without you, I can do nothing" (Jn 15:5)
My Profile
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ส.22 เทศกาลธรรมดา ปี B -
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552/2009
นักบวชสององค์ คนหนึ่งชื่อว่า บราเดอร์ฟรังซิส อีกองค์นั้นอาวุโสกว่า กำลังเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยโคลนและฝนก็กำลังตก ขณะที่กำลังเดินไปนั้นเอง ก็ได้พบกับเด็กสาวน่ารักในชุดผ้าไหมอย่างดี กำลังยืนด้วยความกลัวที่จะข้ามแม่น้ำไป เพราะว่ามีน้ำท่วมและโคลนเลนมากมาย “มาเลยสาวน้อย” บราเดอร์ฟรังซิสบอก และเข้าไปอุ้มเด็กหญิงคนนั้นไว้ในแขนที่แข็งแรงของบราเดอร์ แล้วก็พาเธอข้ามแม่น้ำไป นักบวชทั้งสองก็เดินไปด้วยกันอย่างเงียบๆจนมาถึงอารามของพวกเขา พระอาวุโสกว่าที่นิ่งเงียบมานานก็พูดขึ้นมาว่า “พระไม่ควรจะเข้าใกล้หญิงสาว” พระอาวุโสว่า “ไม่ว่าจะสวยหรือไม่สวย ทำไมเธอถึงทำเช่นนั้น” บราเดอร์ฟรังซิสก็ตอบว่า “พี่ชายที่รัก, ผมได้วางเด็กหญิงคนนั้นไปที่ริมฝั่งแม่น้ำตั้งนานแล้ว แต่ว่า พี่ชายยังคงแบกเธอมาตลอดทางจนถึงอารามแห่งนี้”
ในพระสององค์นี้ เราได้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างชีวิตฝ่ายจิตของคริสตชนด้วย นั่นคือ สิ่งที่หลีกเลี่ยงและสิ่งที่ควรรวมเข้าไว้ 1. ชีวิตจิตแบบหลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแนวคิดของศาสนาในยุคดั้งเดิม และก็หลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่คนที่ทำบาป ก็ต้องหลีกเลี่ยง เป้าหมายก็คือ คนคนนั้นจะได้ไม่เป็นคนบาปไปด้วย
2. ชีวิตจิตแบบที่สอง ให้ความสนใจต่อคนบาป ผู้ซึ่งบ่อยครั้งเราบอกว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปสัมผัสแตะต้อง แบบนี้ไม่ต้องหนีแต่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และเชื่อว่า การจุดเทียนเล่มหนึ่ง ดีกว่าการนั่งด่าแช่งความมืดมิด
ความสมดุลย์ของชีวิตของคริสตชน ก็คือ เราต้องทำให้ทั้งสองแบบกลมกลืนกัน อย่างที่ น.ยากอบบอกกับเราว่า “ความเลื่อมใสศรัทธาบริสุทธิ์และไร้มลทินเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าพระบิดา คือ การเยี่ยมเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน(การรวมเข้ากับโลก) และการรักษาตนให้พ้นจากมลทินของโลก(การหลีกหนีจากโลก) ” ยากอบ 1:27
ในพระวรสารในวันนี้ บรรดาฟารีสีและธรรมาจารย์ ได้พูดแต่เรื่อง ชีวิตจิตแบบหลีกเลี่ยงทุกอย่าง (ที่อาจทำให้เป็นมลทิน) พุ่งไปที่พิธีกรรมต่างๆ บ่นเรื่องการไม่ล้างมือก่อนกินข้าว สนใจแต่ในเรื่องพิธีกรรมการล้างมือซึ่งหมายถึงความแตกต่างกับชาวต่างชาติ แต่ไม่ได้สังเกตว่า สิ่งที่พระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ของพระองค์ทำก็คือ การที่ไม่มองเห็นความแตกต่างระหว่างชาวยิวหรือชาวต่างชาติ แต่สนใจว่า จะทำให้ทั้งสองชาติเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร? พระองค์จึงตรัสว่า “พระองค์ทรงเรียกประชาชนเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตรัสว่า “ทุกคนจงฟัง ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั่นแหละ ทำให้เขามีมลทิน” (Mark 7:14-15)
ประโยคเดียวของพระเยซูเจ้านี่แหละ ลบล้างรูปแบบของศาสนาที่มีแต่ความกลัว การหลีกเลี่ยงอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งหมด ลบล้างความแตกต่างระหว่างบุคคล คนต่างชาติไม่ทำให้คนยิวไม่สะอาด ในขณะเดียวกันคนยิวก็ไม่ได้ทำให้คนต่างชาติไม่สะอาด
ไม่มีอะไรและไม่มีใครที่มาจากภายนอก ที่จะทำให้มนุษย์เป็นมลทินได้ ถ้ามีใครสักคนหรือของบางอย่างทำให้เรารู้สึกมีมลทินได้ นั่นก็อาจบอกได้ว่า เรานี่แหละที่ทำให้เป็นมลทินก่อนเป็นคนแรก เราจำเป็นต้องมองให้ลึกลงไปในหัวใจและวิญญาณของเรา คนที่มีใจสะอาด มองไม่เห็นอะไร นอกจากทุกที่และทุกคนเป็นคนบริสุทธิ์
“ผู้มีใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นสุข เพราะจะได้เห็นพระเจ้า”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมพระเยซูจึงไม่รังเกียจที่จะสัมผัสต่อคนพิการ ไปกินข้าวกับคนบาป และยอมให้ หญิงไม่สะอาดมาสัมผัสพระองค์ พระองค์ทรงเข้าร่วมชีวิตกับคนบาป จนพระองค์มีชื่อเล่นที่พวกเขาตั้งให้ว่า “เป็นเพื่อนของคนเก็บภาษีและคนบาป” (Matthew 11:9).
วันนี้เป็นวันดีที่เราจะได้มองเข้าไปดูในหัวใจของเรา ในชีวิตฝ่ายจิตของเราอีกครั้งหนึ่ง และถามตนเองว่า เราเป็นเหมือนพระอาวุโสองค์นั้นหรือเปล่าที่อาจทิ้งให้เด็กหญิงคนนั้น ยืนหนาวด้วยความกลัว แต่พระอาวุโสนั้น ก็ไม่ยอมช่วยเพราะกลัวจะเสียความศักดิ์สิทธิ์ไป?
พระวรสารในวันนี้จึงท้าทายเราให้เราเป็นเหมือนกับ บราเดอร์ฟรังซิส ที่พร้อมจะช่วยเหลือต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งๆที่รู้ว่า นี่อาจทำให้เป็นมลทินได้ แต่ในเวลาเดียวกัน สิ่งสำคัญก็คือ ไม่มีสิ่งใดจากภายนอกที่ทำให้เราเป็นมลทินได้
ขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้อง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)