ส.15 เทศกาลธรรมดา ปี B
ชาวนาคนหนึ่งได้ว่าจ้างช่างไม้ให้มาซ่อมโรงนาเก่าๆ ของเขา วันแรก ช่างไม้ก็ทำงานได้ไม่ดีเท่าไร แถมยังมาทำงานสายเพราะยางรถแบน ระหว่างทางก็ทำเลื่อยไฟฟ้าพัง และในวันสุดท้ายรถเก่าๆก็สตาร์ทไม่ติด ชาวนาต้องขับรถไปส่งที่บ้านของช่างไม้ เมื่อมาถึงบ้าน ช่างไม้ก็เชิญชาวนาเข้าบ้านเพื่อพบปะกับครอบครัวของเขา
ขณะที่กำลังเดินผ่านประตูหน้าบ้าน ช่างไม้ก็หยุดที่ต้นไม้เล็กๆหน้าบ้าน เอามือทั้งสองจับที่ต้นไม้ แล้วจึงเดินเข้าบ้านไปพร้อมกับรอยยิ้ม พร้อมทั้งกอดลูกๆทั้ง 2 และจูบภรรยา หลังจากนั้นเขาก็เดินไปส่งชาวนาที่รถ เมื่อกำลังเดินผ่านต้นไม้นั้น ชาวนาก็อดสงสัยไม่ได้จึงถามขึ้นว่า เขาทำอะไรที่ต้นไม้ก่อนเข้าบ้าน ช่างไม้ตอบว่า “นั่นคือต้นไม้แห่งปัญหา” ผมไม่รู้หรอกว่า ปัญหาของผมจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจก็คือ ปัญหานั้นจะต้องไม่เข้ามาในบ้านของผม ไม่มาถึงภรรยาและลูกๆ ของผมอย่างแน่นอน ดังนั้น ผมจึงแขวนปัญหาต่างๆไว้ที่ต้นไม้นี้ ทุกๆ คืนเมื่อผมกลับมาบ้าน และเมื่อถึงตอนเช้าผมก็จะมาเอามันไป แต่มีเรื่องน่าขันก็คือ ทุกครั้งในเวลาเช้าที่ผมจะมาเอามันไป ปรากฏว่า มันก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
พี่น้องครับ การมีต้นไม้แห่งปัญหา เป็นวิธีการที่ช่างไม้คนนี้ได้ตกลงกับตัวเองว่า จะจัดการกับปัญหาประจำวัน เพราะปัญหาและความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราทุกคนจึงต้องการต้นไม้แห่งปัญหา สิ่งนี้เองที่พระเยซูบอกกับศิษย์ของพระองค์ให้ไปประกาศข่าวดีให้กับโลก สอนพวกเขาให้ฉลาดที่จะจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยต้นไม้แห่งปัญหา “ถ้าที่ใดไม่ต้อนรับท่าน หรือไม่ฟังท่าน จงออกจากที่นั่น พลางสลัดฝุ่นจากเท้าไว้เป็นพยานปรักปรำเขา”(Mark 6:11).
หรือ ถ้าท่านได้พยายามสอนผู้คนในหมู่บ้านและท่านพบกับความล้มเหลว จงอย่าให้ความล้มเหลวทำให้คุณรู้สึกแย่ จงสลัดฝุ่นและไปหมู่บ้านใหม่และเริ่มต้นด้วยหน้าตาสดชื่นแจ่มใส การสลัดฝุ่นออกจากเท้าเป็นวิธีการเดียวกับการแขวนปัญหาต่างๆไว้ที่ “ต้นไม้แห่งปัญหา” นั่นเอง
สิ่งที่เหมือนกันของ บรรดาศิษย์และช่างไม้ที่ชาญฉลาดนั้นก็คือ เราจำเป็นต้องมี ต้นไม้แห่งปัญหานั้น ทำไม? ก็เพราะว่าการเริ่มต้นด้วยปัญหาและความล้มเหลวนั้น เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันอยู่ในชีวิตของเราทุกคน แต่บางครั้ง เราจมอยู่กับปัญหานั้นนานไปหน่อยและให้ปัญหานั้นปล้นเอาความกระตือรือล้นและความสุขของเราไป บางครั้งเรายอมให้ปัญหาและความกดดันต่างๆ จากที่ทำงานมาสู่ที่ครอบครัวของเรา เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เราจำเป็นต้องมีต้นไม้แห่งปัญหา ที่ซึ่งเราสามารถแขวนปัญหาและลืมปัญหาของเรา อย่างน้อยที่สุดก็ชั่วขณะหนึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องจบแต่ละวัน ด้วยการสลัดฝุ่นแห่งความกังวลและความล้มเหลวออกจากเท้าของเรา และรู้ว่า พรุ่งนี้ก็เป็นวันใหม่ ที่เราสามารถเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆได้เสมอ ฟุตบอลที่แพ้วันนี้ 10-0 พรุ่งนี้สกอร์บอร์ดก็เริ่มต้นที่ 0-0
พี่น้องครับ ทำอย่างไรถ้าเราไม่มีต้นไม้แห่งปัญหา? ถ้าเราไม่มีทางสลัดฝุ่นแห่งความล้มเหลวของเมื่อวานออกจากเท้าของเรา ฝุ่นมันยังเกาะเท้าเราแน่นทีเดียว สะสมไปเรื่อยๆ หนักขึ้นๆ ผลก็คือ ทำให้เราตกต่ำและสิ้นคิด เราล้มเลิกทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่ไปหมู่บ้านใหม่ๆแล้ว ไม่มีโครงการใหม่ๆในชีวิตแล้ว แต่พระเยซูเจ้าไม่ต้องการให้เราเป็นแบบนั้น พระองค์ต้องการให้เราเป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม่ทุกวัน วันใหม่ ความท้าทายใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ
พี่น้องครับ ในฐานะที่เราเป็นลูกของพระเจ้า วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้เตรียมให้เราพบกับความล้มเหลว พบกับความอ่อนแอต่างๆมากมาย และรู้ว่า เรายังเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง นักบุญทั้งหลายมิใช่คนที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิดพลาด แต่พวกเขาเป็นคนที่ตระหนักถึงความผิดพลาดนั้น รู้ตัว แก้ไข เริ่มต้นใหม่แล้วก้าวไปข้างหน้าทุกๆวัน ด้วยความหวังใหม่ๆ ในพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงดูแลเราด้วยต้นไม้แห่งปัญหา นั่นคือ พระคริสตเจ้า
“พระองค์ทรงแบกบาปของเราไว้ในพระวรกายบนไม้กางเขน”(1 Peter 2:24).ผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะศีลอภัยบาป เราสามารถเข้าไปถึงต้นไม้แห่งชีวิต ทำได้โดยการภาวนาในแต่ละวันอย่างที่ น.เปโตรได้บอกเราว่า
“จงละความกระวนกระวายทั้งมวลของท่านไว้กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงห่วงใยท่าน”(1 Peter 5:7).
ขอพระเจ้าอำนวยพระพรแด่พี่น้องเสมอ
สวัสดีพี่น้องที่รักทุกท่านนักปรัชญาคนหนึ่งชื่อว่า คาร์ล มากซ์ เคยบอกไว้ว่า “ จุดมุ่งหมายของปรัชญานั้นต้องไม่เพียงแต่การให้คำอธิบายให้กับโลก แต่ต้องเปลี่ยนโลกด้วย” เช่นเดียวกับพระวาจาของพระเจ้าที่จะต้องถูกประกาศและสอนต่อไป วันนี้ประชาชนที่เมืองคาเปอร์นาอุมได้รับคำแนะนำที่ศักดิ์สิทธิ์ในทุกทุกวันพระเจ้า แต่แล้ววันพระเจ้าวันหนึ่งพวกเขาได้พบ “อาจารย์” ที่สอนพวกเขาแตกต่างออกไป นั่นคือ องค์พระเยซูเจ้าที่ได้ตรัสกับพวกเขา “คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจ ไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์”(Mark 1:22). คำสอนของพระเยซูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำสอนของธรรมาจารย์ หรืออีกคำก็คือ พระองค์สอนอย่างทรงอำนาจแต่พวกธรรมาจารย์ไม่ได้สอนเช่นนั้น การสอนอย่างทรงอำนาจหมายถึงอะไร? เมื่อเราเปรียบเทียบความแตกต่างของการสอนของพระเยซูเจ้ากับพวกธรรมาจารย์ เราจะสังเกตถึงความแตกต่างได้ 3 ประการ1.การสอนของพระเยซูมาจาก หัวใจ มิใช่จาก หัว heart and not just from the head,
2. การสอนของพระเยซูสนใจที่เรื่องจิตวิญญาณ มากกว่าการปฏิบัติตามตัวกฎตามตัวอักษร
3. การสอนของพระเยซูทำให้เกิดแนวคิดในแง่บวกที่ทำให้ผู้ฟังเปลี่ยนแปลงจากหัวใจ เปลี่ยนแปลงจากภายใน พี่น้องครับ พระเยซูสอนจากใจ พระองค์สอนให้เชื่อถึงข่าวดีของพระองค์ เพราะพระองค์รู้ว่า ข่าวดีนี้เป็นข่าวดีที่มาจากพระเจ้าเอง ตรงกับจิตใจของพระเจ้า เหมือนที่ในพระวรสาร น.ยอห์น ได้กล่าวไว้ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เรากำลังพูดถึงเรื่องที่เรารู้และเป็นพยานถึงเรื่องที่เราเห็น” ยน 3:11
การสอนของพระองค์เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพระองค์กับพระเจ้า พระบิดาของพระองค์ แต่พวกธรรมจารย์ พวกเขาได้รับความรู้ที่ไม่ได้มาจากความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า แต่มาจากการเรียนรู้ในเรื่องกฏหมายต่างๆ มาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้น จึงเป็นการสอนที่มาจากหัว ไม่ได้มาจาก ใจ
ความแตกต่างอีกประการหนึ่ง ระหว่างการสอนของพระเยซูกับพวกธรรมาจารย์อยู่ที่ “เนื้อหาของข่าวดี” นั้นนั้น พวกธรรมาจารย์สอนตามตัวอักษร ปรับตามตัวอักษร แต่พระเยซูไปลึกกว่านั้น พระองค์ไปถึงเรี่องของจิตใจ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของกฏต่างๆ เนื่องจาก พระเยซูนั้นสามารถค้นพบคุณค่าในแง่บวกของกฏต่างๆ นั้น และบอกว่า กฎนั้นมีไว้เพื่อให้เราปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความรัก ยกตัวอย่างเช่น การถือกฏเรื่องวันพระเจ้า บรรดาธรรมาจารย์ก็จะวุ่นวายกับการดูซิว่า ใครบ้างที่ไม่ได้ถือกฏในเรื่องวันพระเจ้า ตั้งแต่วันได้เริ่มต้น จนกระทั่งวันนั้นได้สิ้นสุดลง แต่พระเยซูได้มองไปที่จิตใจของพระเจ้าผู้ประทานกฏต่างๆให้มนุษย์ เพื่อแสดงออกถึงความรักความห่วงใยระหว่างพ่อกับลูกๆ พระเยซูเจ้าสรุปว่า วันพระเจ้าก็คือวันที่เราอยู่ให้ห่างจากงานของเราเองเพื่อไปรับใช้พระเจ้าและทำงานของพระองค์ “พระบิดาของเราทรงทำงานอยู่เสมอ เราก็ทำงานด้วยเช่นกัน” ยน 5:17. ข่าวดีนี้ ประชาชนที่ได้รับฟังต่างรู้สึกว่า พวกเขาได้รับการปลดปล่อยแอกหนัก และเป็นข่าวดีที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกธรรมาจารย์ได้มอบแอกหนักให้พวกเขามาโดยตลอดความแตกต่างสุดท้ายก็คือ สิ่งที่พระเยซูสอนนั้น เรารู้ได้ทันทีว่า พระองค์มีความตั้งใจให้เรามีภาพบวก เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหัวใจของประชาชน มิใช่แค่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ดี พวกธรรมาจารย์สอนให้ประชาชนทำตามกฏต่างๆและตามประเพณี แต่พระเยซูสอนให้เราเห็นแง่บวกด้วยการที่พระองค์ทรงรักษาคนตาบอดตั้งแต่กำเนิด ซึ่งพวกธรรมาจารย์กลับมองอีกมุมว่า ทำไมเขาถึงตาบอด แล้วก็ตัดสินว่า ที่เขาตาบอดนั้นก็มาจากบาปของเขา หรือไม่ก็ของพ่อแม่ ในทางตรงกันข้าม พระเยซูสนใจแต่เรื่อง ทำอย่างไรให้คนตาบอดมองเห็น พระองค์สนใจในเรื่องของการรักษา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้ทำการรักษาและขับไล่ผีปีศาจไปพร้อมๆ กับการสอนของพระองค์ เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่า บทบาทหน้าที่หลักของพระองค์ก็คือ การเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา มิใช่เพียงแค่อธิบายเพียงอย่างเดียวพี่น้องครับ เมื่อเราได้ฟังพระวาจาของพระเจ้าทุกๆ สัปดาห์ เรากล้าให้พระวาจาท้าทายชีวิตของเราหรือเปล่า? เรากล้าทำให้เกิดแง่บวก มุมมองใหม่ๆ ในชีวิตของเรา หรือเราจะแค่คิด แต่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต ถ้าอย่างนั้นแล้วพระวาจาของพระที่เราได้ยินในวันนี้ ก็จะเหมือนกับทุกทุกอาทิตย์ ทุกอาทิตย์ที่เราเคยได้ยินและผ่านไปเหมือนเดิมขอพระเจ้าประทานพระพรแด่พี่น้องทุกท่าน